ภารกิจลับในพม่า อังกฤษค้นหาฝูงบิน "สปิตไฟร์" ฝังไว้นาน 67 ปี

สปิตไฟร์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเครื่องบินของพลเรือน บินเหนือกลูเชสเตอร์เชียร์ในเทศอังกฤษ ในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทซูเปอร์มารีนในเซาแธมป์ตัน ผลิตเครื่องบินชนิดนี้ออกมาราว 40 รุ่น กว่า 20,000 ลำและเป็นกำลังหลักสำคัญในการปกป้องประเทศให้พ้นจากการยึดครองของนาซี เยอรมัน เกษตรกรชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งสืบเสาะอย่างลับๆ มานาน 15 ปี ค้นหาสปิตไฟร์ 20 ลำ ที่ถูกฝังเอาไวในพม่าตั้งแต่สงครามยุติลงและหาทางขุดขึ้นมาเพื่อนำกลับไปทำ ให้ใช้ได้อีก ปัจจุบันมีสปิตไฟร์ที่ยังบินได้เพียง 30 ลำเท่านั้น.-- ภาพ: Wikipedia.

ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- เกษตรกรอังกฤษคนหนึ่งใช้เวลาตลอด 15 ปีที่ผ่านมาค้นหาเครื่องบินรบฝูงหนึ่งที่ถูกฝังเอาไว้ในพม่าตั้งแต่สงคราม โลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงและกำลังเข้าใกล้เป้าหมายไปทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายเดวิด คาเมรอน ไปเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ ในสัปดาห์แห่งเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการหยิกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ
       ทุกฝ่ายได้แต่หวังว่า ประธนาธิบดีเต็งเส่งของพม่าจะอนุญาตให้ขุดเครื่องบินทั้งหมดขึ้นมาได้และนำ กลับไปยังเกาะอังกฤษบ้านเกิด เพื่อฟื้นชีพให้ขึ้นบินได้อีกครั้งหนึ่ง
       นายเดวิด คัลดอล (David Culdall) วัย 62 ปี จากลินคอล์นเชียร์ใช้เงินไปราว 200,000 ดอลลาร์ เดินทางเข้าออกพม่ามาแล้ว 12 ครั้ง นับตั้งแต่ได้รับทราบข่าวคราว เกี่ยวกับเรื่องฝูงบินสปิตไฟร์ (Spitfire) จำนวน 20 ลำ จากนายจิม เพียร์ซ (Jim Pierce) เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นนักโบราณคดีด้านการบิน ที่ไปได้ยินเรื่องนี้จากทหารผ่านศึกชาวอเมริกันมาอีกทอดหนึ่ง
       นายคัลดอล พยายามอย่างยิ่งในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับระบอบทหารในพม่า เพื่อให้เจ้าหน้าที่เชื่อถือและไว้วางใจ และ เรื่องนี้เป็นความลับมาข้ามทศวรรษ จนถูกเปิดเผยออกมาในช่วงที่นายกฯ อังกฤษไปเยือน ทั้งนี้เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์เดลีเทเลกราฟ ในกรุงลอนดอน
       นายคัลดอลเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ว่า เขาเริ่มต้นโดยลงประกาศแจ้งความในหนังสือพิมพ์และนิตยสารในพม่า เพื่อหาอดีตทหารสักคนที่ทราบข่าวคราวเกี่ยวกับแหล่งที่ฝังเครื่องบินเอาไว้
       "แต่ความยุ่งยากก็คือ พวกเขาจำนวนมากกำลังสิ้นชีวิตลงเพราะความชรา" ถึงกระนั้น ความพยายามก็ประสบความสำเร็จในที่สุด ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทางการ ปัจจุบันเขายังปกปิดแหล่งที่พบเครื่องบินเป็นความลับ
       "เราเจาะส่งท่อลงไปเบื้องล่างสำรวจดูลังบรรจุ ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพดี" นายคัลดอลกล่าว
       ตามข้อมูลที่ทราบมาก่อนหน้านี้ ในเดือน ส.ค. 2488 หรือเมื่อ 67 ปีก่อน กองทัพอังกฤษใช้เรือบรรทุกเครื่องบินสปิตไฟร์ (Spitfire) เพื่อไปประจำการในพม่า โดยแต่ละลำถูกแยกออกเป็นชิ้น ชิ้นส่วนต่างๆ ห่อหุ้มด้วยกระดาษชุบขี้ผึ้งกันน้ำกันสนิม ข้อต่อต่างๆ หล่อลื่นด้วยจาระบีและบรรจุในลังเหล็ก
       แต่เมื่อเครื่องบินไปถึงพม่าสงครามได้สงบลงแล้ว จึงไม่เคยได้นำออกมาใช้ และเมื่ออังกฤษจะต้องถอนตัวออกไป ทำให้จะต้องฝังเครื่องบินเหล่านั้นไม่ให้ตกถึงมือฝ่ายตรงข้าม

ปก ภาพยนตร์ดีวีดีเรื่อง "สงครามอินทรีเหล็ก" หรือ Battle of Britain ที่ออกฉายในปี 2512 นักวิจารณ์ยกย่องเป็นภาพยนตร์สงครามเวหาดีที่สุดเรื่องหนึ่ง เชิดชูวีรกรรมของฝูงสปิตไฟร์กับฝูงบินเฮอริเคนโดยเฉพาะ สร้างได้สมจริงราวกับเหตุการณ์เพิ่งจะผ่านไปเมื่อวันวาน ปัจจุบันมีเวอร์ชั่นที่เป็นแผ่นบลูเรย์ออกมาให้ชมอีกด้วย.

ปก หนังสือ "สงครามเกาะอังกฤษ" (Battle of Britain) เขียนโดย เจมส์ ฮอลแลนด์ โดยสำนักพิมพ์แม็คมิลแลน ยังเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ขายดีตลอดกาล และเป็นที่มาของภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน เพื่อเชิดชูวีรกรรมของเหล่าเสืออากาศกับฝูงบินสปิตไฟร์ และฝูงบินเฮอริเคนของพวกเขา.

       นายคัลดอลกล่าวว่า สปิตไฟร์ 12 เครื่องถูกฝังก่อน อีก 8 เครื่องฝังในเดือน ธ.ค.2488 การสำรวจโดยใช้เครื่องสแกนบนพื้นพบว่า ลำตัวกับปีกของแต่ละลำบรรจุในลังเหล็กและฝังไว้ด้วยกันอย่างเป็นระเบียบ
       ตัวเขาเองกับเพื่อนๆ ในอังกฤษพยายามอย่างยิ่งที่จะนำสปิตไฟร์ทั้งหมดกลับสู่ถิ่นเดิมของมัน และทำให้ขึ้นบินได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ติดปัญหาทางการเมือง การคว่ำบาตรพม่าทำให้ไม่สามารถเคลื่อน "อาวุธ" เข้าออกประเทศนี้ได้
       ระหว่างนายกฯ คาเมรอนไปเยือน ฝ่ายอังกฤษได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือกับประธานาธิบดีเต็งเส่ง และสถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป อังกฤษกำลังจะเริ่มผ่อนคลายการคว่ำบาตรในวันที่ 23 เม.ย.นี้ ทำให้ความหวังเรื่องรองขึ้นมาว่า
       เครื่องบินขับไล่สปิตไฟร์ เป็นกำลังสำคัญในการป้องกันเกาะอังกฤษให้พ้นจากการถูกยึดครองโดยนาซีในช่วง ที่เรียกว่า "สงครามเกาะอังกฤษ" (The Battle of Britain) ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือนระหว่างวันที่ 10 ก.ค.- 31 ต.ค.2483 ซึ่งนาซียึดครองภาคพื้นยุโรปและพยายามยึดเกาะอังกฤษให้ได้เป็นเป้าหมายต่อไป
       สปิตไฟร์ยังคงเป็นเจ้าเวหามานานอีกหลายปีต่อมาหลังสงครามโลกยุติลง แต่เมื่อเครื่องยนต์เจ็ตเริ่มเข้ามีบทบาท สปิตไฟร์จึงลดความสำคัญลงเรื่อยๆ และกลายสภาพเป็นเพียงเครื่องบินฝึก จากที่เคยผลิตออกมามีที่นั่งเดียว ก็กลายเป็นสองที่นั่ง
       สปิตไฟร์ออกแบบโดยอาร์ เจ มิตเชล (Reginald Joseph Mitchell) และผลิตโดยบริษัทซูเปอร์มารีน เครื่องแรกขึ้นบินในวันที่ 5 มี.ค.2479 ฝูงแรก และรุ่นมาร์ค 1 (MK1) เข้าประจำการกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรในเดือน ส.ค.2482
       ในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการผลิตสปิตไฟร์ออกมานับหมื่นลำ กระจายออกไปประจำการในกองกำลังทางอากาศของฝ่ายพันธมิตรหลายประเทศ

ตำนานที่บินได้

เหลือเพียง 30 ลำเท่านั้น

ปัจจุบัน มีสปิตไฟร์ที่ยังบินได้เหลืออยู่เพียง 30 ลำเท่านั้น หากขุดฝูงบินที่ถูกฝังในพม่ามานาน 67 ปี และนำกลับไปทำให้บินได้อีกครั้งย่อมเป็นความภาคภูมิใจของชาวอังกฤษนับล้านๆ คน ที่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณสปิตไฟร์มาชั่วชีวิต.-- ภาพ: Ken Robertson.

       ตามประวัติอย่างเป็นทางการ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ก็ยังมีการผลิตสปิตไฟร์ต่อมาอีกหลายปีรวมเป็นประมาณ 40 รุ่น เป็นจำนวนทั้งสิ้น 20,351 ลำ ลำสุดท้ายถูกส่งไปประจำการในกองทัพอากาศฮ่องกงเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ปีเดียวกัน
       สปิตไฟร์ 20 ลำที่ส่งไปพม่าเป็นรุ่นมาร์คโฟร์ (MK4) ใช้เครื่องยนต์โรลสรอยซ์ แทนเครื่องยนต์มาร์ลินในรุ่นก่อนๆ และ ประสิทธิภาพสูงกว่า
       หน้าที่หลักของสปิตไฟร์ในช่วงเดือนแห่งวิกฤตคือ โจมตีทำลายเครื่องบินทิ้งระเบิดของนาซี ซึ่งจะต้องต่อกรกับแมสเซอร์ชมิต (Messerschmitt) ที่ทำหน้าที่คุ้มกันและนำทาง
       นี่คือเครื่องบินรบที่ผลิตออกมาใช้งานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีความโดดเด่นในการออกแบบและติดเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูง มีความเร็วเหนือกว่าแมสเซอร์ชมิต ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ประสิทธิภาพสูงที่สุดของฝ่ายนาซี
       ความเร็วที่เหนือกว่าทำให้ได้เปรียบในการหลบหลีกและการเข้าจู่โจม พันตู ซึ่งทำให้สปิตไฟร์เป็นเจ้าเวหาเหนือช่องแคบอังกฤษในที่สุด
       ปัจจุบันทั่วโลกมีสปิตไฟร์ที่ยังขึ้นบินได้เพียง 30 ลำเท่านั้น ถ้าหากการขุดค้นและฟื้นฟูฝูงบินมาร์คโฟร์ในพม่าประสบความสำเร็จ เป็นความภาคภูมิใจของชาวอังกฤษนับล้านๆ ที่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณสปิตไฟร์มาชั่วอายุ.

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

“นาดาล” คว่ำโนเลแชมป์มอนติฯ 8 สมัยติด

       ราฟาเอล นาดาล แร็กเกตกล้ามโตชาวสแปนิช ผงาดคว้าแชมป์รายการ "มอนติ - คาร์โล มาสเตอร์ส" เป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกัน หลังหวดเอาชนะ โนวัค ยอโควิช มือ 1 ของโลกชาวเซิร์บ 2 เซตรวด ในรอบชิงชนะเลิศ วันนี้ (22 เม.ย.)
       ศึกเทนนิส เอทีพี ทัวร์ รายการ มอนติ-คาร์โล โรเล็กซ์ มาสเตอร์ส ชิงเงินรางวัลรวม 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 82 ล้านบาท) ที่เมืองมอนติ คาร์โล ประเทศโมนาโก เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ในการแข่งขันประเภทชายเดี่ยว เป็นรอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง โนวัค ยอโควิช มือ 1 ของโลกจากเซอร์เบีย กับ ราฟาเอล นาดาล มือ 2 ของโลกชาวสแปนิชและแชมป์เก่า 7 สมัย
       แม้ ยอโควิช เอาชนะ นาดาล จากการเจอกัน 7 ครั้งหลังสุด รวมถึงแมตช์ชิงชนะเลิศ ออสเตรเลียน โอเพน เมื่อช่วงต้นปี แต่วันนี้ "เอล มาทาดอร์" โชว์ฟอร์มสมฉายาราชาแห่งคอร์ตดินหวดเอาชนะไป 2-0 เซต 6-3, 6-1 คว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกัน แต่เป็นแชมป์แรกของ นาดาล นับแต่เฟรนช์ โอเพน เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว
       "มอนติ คาร์โล มาสเตอร์ส เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ผมชอบที่สุดในโลก" นักหวดวัย 25 ปีเปิดเผยหลังชัยชนะ "ตั้งแต่เด็กๆแล้วผมฝันที่จะมาเล่นที่นี่ มันเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีประวัติศาสตร์ซึ่งบรรดานักเทนนิสไอดอลของคุณเคย เล่นที่นี่ การจะคว้าแชมป์ 8 สมัย คุณต้องโชคดี ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่มีปัญหาบาดเจ็บและทุกอย่างสมบูรณ์แบบตลอดทั้ง 8 ปีนั้น นอกจากนี้ยังต้องเล่นให้สมบูรณ์แบบด้วย"
       "ผมเคยแพ้ โนวัค มา 7 ครั้ง ดังนั้นการแพ้อีกเป็นแมตช์ที่ 8 ก็คงไม่แตกต่างเท่าไร อย่างไรก็ตามชัยชนะครั้งนี้ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมาก หวังว่าผมจะไม่ประสบปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บและไปแข่งขันที่บาร์เซโลนา (ในสัปดาห์หน้า) พร้อมกับทำผลงานได้ดี" นาดาล กล่าวทิ้งท้าย
       ขณะที่ ยอโควิช ยอมรับว่าข่าวร้ายเรื่องที่คุณปู่เสียชีวิตส่งผลต่อสภาพจิตใจของตน รวมถึงสภาพร่างกายก็ล้าจากแมตช์รอบที่ผ่านๆมาซึ่งต้องเล่น 3 เซต "ผมแทบไม่เหลือพลังเลย ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ผมเล่นพอใช้ แต่วันนี้แย่มาก ถ้าหากผมต้องการชนะ ราฟา บนคอร์ตดินก็ต้องมีเกียร์พิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในวันนี้"

ทลายแก๊งตุ๋นคอลเซ็นเตอร์ย่านเมืองทอง-รวบ22ผู้ต้องหาจีน-ไต้หวัน


เมื่อ เวลา 13.00 น.วันที่ 28 มี.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายธาริต  เพ็งดิษฐ์  อธิบดีดีเอสไอ  พร้อมด้วยพ.ต.อ.ชาติชาย  เอี่ยมแสง  รองผบก.สส.สตม.  นายไซมอน  โฮ   ตัวแทนสถานทูตไต้หวัน  พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล  ผบ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ  แถลงข่าวผลการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนและชาวไต้หวัน 22 คน พร้อมของกลางอุปกรณ์ใช้หลอกเหยื่อ คอมพิวเตอร์  โทรศัพท์  ได้ที่บ้านเช่าเลขที่  29/817 โครงการเมืองทองธานี 2 ซ.2 ถนนแจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

  นายธาริต แถลงว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการสนธิกำลังร่วมกันระหว่างดีเอสไอและตำรวจตรวจคนเข้า เมือง โดยใช้เวลาสืบสวนนาน 3 เดือน  จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้พร้อมของกลาง  ซึ่งขณะนี้ยอมรับว่าขบวนการดังกล่าวมีการพัฒนาวิธีการโน้มน้าวเหยื่อให้ลง เชื่อ โดยจัดให้มีการอบรมเหมือนเป็นอะคาเดมี เพราะมีการฝึกวิธีพูดและลำดับขั้นตอนการหลอกเหยื่อ  ล่าสุดพบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการทำงานเป็นเฟรนไซส์ที่เชื่อมโยงเครือข่าย ที่หลอกลวงคนไทยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ไปตั้งศูนย์หลอกลวงที่ประเทศจีนหรือ ไต้หวัน

  ด้านพ.ต.อ.ชาติชาย  กล่าวว่า  สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 22 คน จะถูกดำเนินคดีพ.ร.บ. คนเข้าเมือง และพ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว เนื่องจากการตรวจสอบวีซ่าของผู้ต้องหาทั้งหมดพบว่าใช้วีซ่านักท่องเที่ยว

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์  กล่าวว่า  ที่ผ่านมาทางการไทยสามารถจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ได้จำนวนมาก แต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ไทยที่ตั้งศูนย์หลอกคนไทยอยู่ในไต้หวันกลับไม่ถูกจับกุม ได้มากเท่าที่ควร ดังนั้น ตนจะพยายามประสานขอความร่วมมือให้มีการจับกุมดำเนินคดีให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พบว่าสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทยที่ไปตั้งศูนย์อยู่ที่จีนและไต้หวัน มักเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ 20 ขึ้นไป  ซึ่งเป็นคนจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   ส่วนการดำเนินคดีเข้าเมืองผิดกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอให้แก๊งคอ ลเซ็นเตอร์หวาดกลัวความผิด 

ดังนั้น ดีเอสไออาจพิจารณาแจ้งข้อหาฐานอั้งยี่ ซ่องโจรเพิ่มเติมด้วย  พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชนช่วยเป็นผู้เป็นตากับเจ้าหน้าที่หากพบว่าบ้านข้าง เคียงมีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนเข้ามาพักอาศัยเป็นกลุ่มใหญ่และเก็บตัวทำงานอยู่ร่วมกันอย่าง เงียบ ๆ สันนิษฐานว่าอาจเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขอให้แจ้งเบาะแสกับดีเอสไอเพื่อดำเนิน การจับกุมดำเนินคดีด้วย

นายสมชัย  พิชิตสุรกิจ  รองผอ.ฝ่ายด้านบริหารงานทุจริตลูกค้าบุคคล ธ.กสิกรไทย จำกัด มหาชน กล่าวว่า  ปัจจุบันพื้นที่ที่พบว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่รับจ้างเปิดบัญชี ให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่เขตที่มีโรงงานและคนงานอาศัย จำนวนมาก  เช่น  เขตดินแดง กทม.  จ.สมุทรปราการ  ฉะเชิงเทรา   โดยพฤติกรรมคนเหล่านี้จะนำเงินไปเปิดบัญชีเพียง 500 บาท  และถอนออก 300 บาท จากนั้นจะขอขยายวงเงินให้สามารถเบิกได้วันละ 200,000 บาท

กูเกิล เปิด 'Street View' เมืองไทยแล้ว

ภาพบ้านพระอาทิตย์ จากสตรีทวิว

หลังจากเริ่มดำเนินโครงการทำแผนที่ภาพในประเทศไทย ระหว่าง กูเกิล ประเทศไทย และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งเริ่มดำเนินงานตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดในเว็บไซต์แผนที่ของกูเกิล ได้เปิดให้ผู้ใช้คนไทยเข้าไปใช้งานบริการ Streetview ได้แล้วเพียงเข้าไปที่เว็บไซต์ http://maps.google.co.th/
       หลักการทำงานเพียงค้นหาแผนที่ไปยังสถานที่ต้องการ และลากสัญลักษณ์รูปคนที่มุมซ้ายบนของแผนที่ ลงมาวางบนจุดที่ต้องการ (พื้นที่ที่ใช้งานได้จะมีเส้นสีน้ำเงินบนแผนที่) หลักจากนั้น ผู้ใช้ก็สามารถเข้าไปเลื่อนดูภาพสถานที่จริงของแผนที่ได้ทันที
       สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม ทางกูเกิล ประเทศไทย ได้เตรียมจัดงานแถลงข่าวร่วมกับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในช่วงบ่ายวันนี้ (ศุกร์ 23 มีนาคม 2555) ดังนั้น สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในภายหลัง
       เบื้องต้น หลังการทดลองใช้งานพบว่าทางกูเกิลได้มีการเซ็นเซอร์ทั้งหน้าบุคคล และป้ายทะเบียนรถ ซึ่งปรับเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก หลังจากเคยโดนฟ้องว่าละเมิดสิทธ์ส่วนบุคคลในต่างประเทศมาแล้ว
Company Relate Link :
Google

ฝรั่งไอริชยันถูกรปภ.BTS ทำร้ายตีหัว-คิ้วแตกเย็บ 10 เข็ม

ครูสอนภาษาชาวไอริช ถูกรปภ.บีทีเอสทำร้ายร่างกาย ขึ้นโรงพักทองหล่อ เพื่อให้ปากคำพนักงานสอบสวน ด้านภรรยาหอบหลักฐานเสื้อเปื้อนเลือด -ลูกโป่ง 4 ใบ ขอความเป็นธรรม รับมีคลิปลงไม้ลงมือกับคู่กรณี เพราะสามีโมโห ถูกฟาดหัวด้วยเครื่องสแกนโลหะ เย็บ 10 เข็ม ผกก.ทองหล่อ ระบุ ปัญหาเกิดจากสื่อสารผิดพลาด ยันต้องรอหลักฐานความเห็นแพทย์และเรียกรปภ.มาสอบปากคำ

 
       วันนี้ (22 มี.ค.) เมื่อเวลา 20.00 น.ที่สน.ทองหล่อ นายจอห์น บีฮัน อายุ 37 ปี ครูสอนภาษาชาวไอร์แลนด์ ซึ่งถูก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสพร้อมพงษ์ทำร้ายร่างกาย เนื่องจากไม่อนุญาตให้นำลูกโป่งขึ้นรถไฟฟ้า เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.รัฐศักดิ์ รักสลาม ผกก.สน.ทองหล่อ โดยมีนางพัชรมาศ ภู่ศรี ซึ่งเป็นภรรยาหอบหลักฐานเป็นลูกโป่ง จำนวน 4 ใบ ประกาศนียบัตรจบการศึกษาชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาลปล่งประสิทธิ์ของบุตรสาว เสื้อผ้าเปื้อนเลือดที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุ และหลักฐานจำนวนหนึ่งมายืนยันความบริสุทธิ์ด้วย
       นางพัชรมาศ กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนพาสามีเข้าให้ปากคำว่า ยอมรับวันเกิดเหตุมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่บีทีเอสจริง แต่ไม่ได้ลงมือทำร้ายใครก่อน ส่วนภาพที่ปรากฎในคลิปว่ามีการลงมือลงไม้กับ เจ้าหน้าที่รปภ.สถานีรถไฟฟ้านั้น เป็นภาพหลังจากที่สามีตนถูกตีด้วยเครื่องสแกนโลหะก่อนแล้ว จึงเกิดความโมโห อยากให้สังคมเข้าใจฝ่ายตนด้วย โดยขณะนี้ตำรวจมีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส พบว่าสามารถจับภาพ รปภ.หลายคนรุมทำร้ายร่างกายสามีตนบริเวณโซนรอรถไฟฟ้า แต่ภาพดังกล่าวไม่สามารถเปิดเผยได้ ตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงวันนี้ เพิ่งได้รับการติดต่อจากผู้บริหารของบีทีเอส บอกขอโทษและพร้อมเยียวยาสภาพจิตใจให้ครอบครัวโดยเฉพาะลูกสาวที่เห็น เหตุการณ์พ่อถูกทำร้ายตั้งแต่ต้น แต่กลับไม่ได้พูดว่าจะรับผิดชอบเรื่องที่ได้รับบาดเจ็บอย่างไร ทั้งที่สามีถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บ ต้องเย็บที่คิ้ว 4 เข็ม และกลางศีรษะ 6 เข็ม รวมกันถึง 10 เข็ม
       นางพัชรมาศ กล่าวอีกว่า วันนี้ตนพาสามีมาพบ ผกก.สน.ทองหล่อ และให้ปากคำกับ ร.ต.อ.ธนาณุวัฒน์ สิทธิไชย พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน.ทองหล่อ ซึ่งเป็นเจ้าของคดีโดยมีการนำประกาศนียบัตรจบการศึกษาของลูกสาวมายืนยัน พร้อมทั้งนำลูกโป่งจำนวน 4 ใบ ที่ไม่ใช่ลูกโป่งแบบอัดแก๊ส มาให้พนักงานสอบสวนดูด้วย เนื่องจากข้อเท็จจริงคือ ทางโรงเรียนไม่ได้ใช้ลูกโป่งที่เป็นอันตรายแบบนั้นมาแจกเด็กๆ โดยหลังเกิดเรื่องสามียังรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่ทราบมาก่อนว่าห้ามนำลูกโป่งขึ้นรถไฟฟ้า ประกอบกับโดยสารมาตั้งแต่ต้นทางขึ้นๆ ลงๆ หลายสถานีก็ไม่ได้ถูก รปภ.ห้ามนำเข้า จนกระทั่งมาถูกขัดขวาง ห้ามนำลูกโปร่ง ที่บริเวณสถานี พร้อมพงษ์ ตรงจุดเกิดเหตุ ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นจะต้องคุยกับพนักงานสอบสวนและหลายๆ ฝ่ายก่อน เพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุดต่อไป
       ด้าน พ.ต.อ.รัฐศักดิ์ ผกก.สน.ทองหล่อ กล่าวว่า วันนี้ได้นัดหมาย นายจอห์น มาพบเพื่อสอบถามรายละเอียดทั้งหมดตั้งแต่ก่อนขึ้นรถไฟฟ้า โดยจะพิจารณาว่าแต่ละช่วงเวลามีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร ส่วนหลักฐานจากภาพกล้องวงจรปิดนั้น ตนดูแล้วเห็นว่าต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่คือ ฝ่ายหนึ่งทำหน้าที่พ่อที่ดี ส่วนอีกฝ่าย ก็เป็น รปภ.ต้องการรักษากฎระเบียบเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารรายอื่นๆ แต่เรื่องที่เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะมีการสื่อสารผิดพลาดระหว่างทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ขั้นตอนการสอบปากคำของพนักงานสอบสวนยังต้องดำเนินต่อไป ซึ่งต้องพิจารณาที่องค์ประกอบสำคัญ อาทิ อาวุธที่คู่กรณีใช้ จำนวนครั้งที่กระทำ และผลสรุปความเห็นจากแพทย์ รพ.ตำรวจ ผู้ให้การรักษานายจอห์น ซึ่งยังไม่ได้ส่งมา นอกจากนี้ยังต้องรอสอบปากคำนายประสาน ถาวงษ์กลาง อายุ 31 ปี เจ้าหน้าที่รปภ.สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส คู่กรณี ที่ได้ติดต่อให้เข้ามาพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งข้อหาหรือดำเนินการตามกฎหมายต่อไป