แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสังคม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสังคม แสดงบทความทั้งหมด

“เอาไม่อยู่” สื่อนอกตีข่าว “รบ.ปู” ล้มเหลวอีกป้องกันน้ำท่วม ส่งผลพื้นที่ 1 ใน 4 ของไทย “จมบาดาล”

       รอยเตอร์/เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์- สื่อต่างประเทศรายงาน รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการป้องกันน้ำท่วมอย่างทันท่วงทีในปีนี้ ทั้งที่รัฐบาลชุดนี้เคยมีประสบการณ์จากมหาอุทกภัยครั้งเลวร้ายเมื่อปีก่อน ส่งผลให้ในเวลานี้ พื้นที่กว่า “1 ใน 4” ของประเทศไทย มีอันต้องจมอยู่ใต้น้ำ ไม่เว้นแม้แต่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่เต็มไปด้วยโบราณสถานล้ำค่าอย่าง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะที่คนไทยอีกหลายล้านชีวิตได้รับผลกระทบซ้ำเติม ทั้งที่ยังไม่ทันได้ฟื้นตัวจากความเสียหายของอุทกภัยครั้งก่อน
        รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ และสื่อต่างประเทศอีกหลายสำนักระบุว่า สังคมไทยกำลังวิตกกังวลกับความล้มเหลวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการป้องกันน้ำท่วมในปีนี้ ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปแล้วอย่างน้อย 4 รายขณะที่ประชาชนอีกหลายพันคนทางภาคเหนือของไทยต้องทิ้งบ้านเรือนของตนเพื่อ เอาชีวิตรอด หลังฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้น้ำในแม่น้ำหลายสายเอ่อล้นเข้าท่วมบ้าน เรือนตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ระดับน้ำในบางจังหวัดของไทยสูงกว่า 1 เมตร
        สื่อต่างประเทศระบุว่า ภาพที่ชาวบ้านต้องเดินลุยน้ำท่วมซึ่งสูงถึงระดับเอว และภาพของการกั้นกระสอบทรายรอบร้านค้าและบ้านเรือนในจังหวัดสุโขทัย หนึ่งในเมืองหลวงเก่าของไทย ที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เมืองหลวงปัจจุบันไปทางเหนือราว 430 กิโลเมตร ทำให้หลายคนหวนนึกถึง “ฝันร้าย” จากเหตุน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปมากกว่า 800 ศพ และฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2011 ที่ผ่านมาอยู่แค่ 0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
        “รอยเตอร์” สำนักข่าวระดับโลกซึ่งมีฐานอยู่ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1851 ชี้ว่า แม้อุทกภัยที่เกิดขึ้นล่าสุดในไทยดูจะไม่รุนแรงเหมือนเมื่อปีที่แล้ว แต่ภัยพิบัติครั้งใหม่อาจส่งผลร้ายกับรัฐบาลชุดปัจจุบันของไทยภายใต้การนำ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรค “เพื่อไทย” ที่ถูกโจมตีอย่างหนักจากสังคมไทยจาก “การบริหารจัดการที่ผิดพลาด” ต่อวิกฤตอุทกภัยในปี 2011
        ด้าน “ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล” หนังสือพิมพ์รายวันยักษ์ใหญ่ ซึ่งมีฐานอยูที่มหานครนิวยอร์กของสหรัฐฯ และมียอดจำหน่ายถึงวันละกว่า 2.1 ล้านฉบับ ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอีกในปีนี้จนหลายพื้นที่ของไทยต้องจมอยู่ใต้น้ำภายใน ระยะเวลาอันรวดเร็วนั้น ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า มาตรการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะในเขตที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ จะสามารถต้านทานกระแสน้ำในปีนี้ได้หรือไม่ ทั้งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ ทุ่มงบประมาณของประเทศไปกว่า 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.4 แสนล้านบาท) เพื่อวางแผนรับมือน้ำท่วมในปีนี้ หวังสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยและนักลงทุนต่างชาติ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลไทยยังมิอาจตอบคำถามสังคมได้ว่า “เพราะเหตุใดน้ำจึงท่วมอีก? ” ทั้งที่เป็นที่ทราบกันดีว่า ปริมาณฝนในปีนี้น้อยกว่าปีที่แล้วถึง 20 เปอร์เซ็นต์
        สื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดังของสหรัฐฯฉบับนี้ยังชี้ว่า น้ำท่วมที่จังหวัดสุโขทัย แสดงให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มัวแต่ ให้ความสำคัญกับระดับน้ำในเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก และที่เขื่อนสิริกิต์ในจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่กลับมองข้ามการรับมือกับน้ำฝนปริมาณมากที่ตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่ “ใต้” เขื่อนใหญ่ทั้งสอง ขณะเดียวกัน อุทกภัยที่เกิดขึ้นในปีนี้ยังแสดงให้เห็นความขัดแย้งที่เด่นชัดในเรื่องของ การบริหารจัดการน้ำระหว่างรัฐบาลไทย กับคณะผู้บริหารของกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทยที่เป็นบ้านของประชากรไม่ต่ำกว่า 8.3 ล้านคน ที่ดูเหมือนว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะมีจุดยืนในการรับมือกับน้ำท่วมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

“สรรพากร” เปิดโปง “10 กลวิธี” โกงภาษี! “พลอย” แค่จิ๊บๆ-ผู้รับเหมาคราบนักการเมืองแสบสุด

สรรพากรสรุป 10 วิธีที่บรรดาคนรวย-นักธุรกิจ-นักการเมือง ใช้ในการเลี่ยงภาษี ยิ่งกว่า ‘ดารา’ ชี้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีนักการเมืองเป็นเจ้าของ “ซิกแซ็ก” หลายรูปแบบ แถมยกระดับคนงานเป็นผู้รับเหมาช่วงเพื่อหลบภาษีได้ง่ายๆ ส่วนกลุ่มอสังหาฯ ก็งัดวิชามารเลี่ยงภาษีกันเห็นๆ ขณะที่บริษัทส่วนใหญ่เลือกแต่งบัญชีเท็จเพื่อให้เจ้าของและหุ้นส่วนรวยทั่ว หน้า สรรพากรบ่นใช้กฎหมายเล่นงานพวกโกงภาษีไม่ได้เพราะถูกนักการเมืองบีบ ‘พวกข้าใครห้ามแตะ’
       กรณี พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ ที่มีความขัดแย้งกับบริษัทออร์แกไนซ์ จนเป็นที่มาของการเปิดโปงให้สาธารณชนได้รับรู้ว่า เธอใช้บัตรประชาชนของพ่อคนขับรถเธอเอง มารับเงินแทนเพื่อจะได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ของเงินที่ได้รับ แทนที่จะถูกหักร้อยละ 5 ตามกฎหมาย
       นี่คือเหตุผลสำคัญที่กระทรวงการคลังมอบหมายให้กรมสรรพากร เตรียมเปิดเวทีเชิญดารานักแสดง พิธีกร นักกีฬาที่เป็นบุคคลสาธารณะ มารับฟังแนวทางการเสียภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีแก่ประชาชนทั่วไปในการเสียภาษีต่อไป
       อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวจากกรมสรรพากร ระบุว่า การเลี่ยงภาษีที่เกิดขั้นนั้นไม่ใช่มีเฉพาะอาชีพดารา หรือกรณีข่าวของ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร (ดามาพงศ์-ชินวัตร) อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเลี่ยงภาษีอากร มูลค่า 546 ล้านบาทเท่านั้น
       แต่ข้อเท็จจริงแล้ว มีบุคคลที่มีรายได้สูงจำนวนมาก โดยเฉพาะบรรดานักธุรกิจการเมือง หรือนักการเมืองที่มีอิทธิพลต่างๆ ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด ล้วนแต่หาช่องทางที่จะเลี่ยงภาษีเพื่อให้เขาและบริษัทของเขาจ่ายภาษีน้อยที่ สุดเท่าที่กฎหมายเปิดช่องไว้
       “มันเป็นการวางแผนภาษีเพื่อให้จ่ายน้อยที่สุด ซึ่งจะทำอย่างนี้ได้ต้องมีคนชี้แนะ ตั้งแต่นักบัญชี บริษัทที่ปรึกษาทางบัญชี และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรร่วมกันดำเนินการให้”

       สำหรับกลวิธีในการเลี่ยงภาษีที่นิยมกระทำกันตลอดมาทั้งในส่วนของการ เสียภาษีบุคคลและในรูปนิติบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสรรพากร ได้สรุปให้ “ASTV ผู้จัดการรายวัน” ฟัง ประกอบด้วย
1. การตั้งตัวแทนเชิด คือ การตั้งบุคคลอื่นหรือบริษัทเป็นผู้มีรายได้และเสียภาษีแทนตน ซึ่งมีผลให้ตัวเองเสียภาษีน้อย หรือหากมีปัญหาฟ้องร้องทางกฎหมายก็จะยากขึ้น กรณีเช่นนี้ก็เหมือนกับที่พลอย เฌอมาลย์ ให้คุณลุงวัย 77 ปี รับเงินแทนเพื่อประหยัดภาษีนั่นเอง
สำหรับวิธีการตั้งตัวแทนเชิดนั้น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งส่วนใหญ่บรรดานักการเมืองทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ล้วนเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งคนกลุ่มนี้กรมสรรพากรอยากจะบอกว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่เลี่ยงภาษีมากใน อันดับต้นๆ
โดยเฉพาะบริษัทรับเหมาก่อสร้างราย ใหญ่ จะใช้วิธีหารายชื่อคนงานแล้วให้คนงานของตนเองเป็นผู้รับเหมารายย่อย โดยเงื่อนไขสำคัญของคนที่จะถูกเชิดให้เป็นผู้รับเหมารายย่อยนั้นต้องไม่ให้ มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท เพื่อเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
       “จุดประสงค์ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้เขาประหยัดภาษีมากขึ้น ซึ่งความจริงเงินจำนวนที่ถูกถ่ายออกไปก็เข้ากระเป๋าพวกเขากันเอง”
       นอกจากบรรดาบริษัทรับเหมาก่อสร้างจะนิยมใช้วิธีการดังกล่าวแล้ว กรมสรรพากรยังพบว่าบรรดากิจการขนส่งสินค้าก็นิยมกระทำเช่นกัน ด้วยการเอาชื่อลูกน้องในการรับส่งสินค้าแทน เพื่อหลีกเลี่ยงรายได้แท้จริงของตนเอง

2. การตั้งคณะบุคคล เป็นการก่อตั้งคณะบุคคลหลายๆ คณะ จุดประสงค์เพื่อแตกฐานเงินได้ให้เล็กลง โดยมีชื่อตนเองในทุกคณะ ทำให้เสียภาษีน้อยลง และยังสามารถหักค่าใช้จ่ายในแต่ละคณะได้อีก
       “พวกที่มีอาชีพอิสระ ที่ปรึกษา ศิลปินดารา หรือพวกที่มีรายได้สูงๆ นิยมทำมาก อย่างดาราที่เป็นข่าวโด่งดังก็ ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่ใช้วิธีการนี้เลี่ยงภาษี ซึ่งชมพู่บอกว่าที่ทำแบบนี้เพราะไม่รู้และได้รับคำแนะนำจากเพื่อนๆ ยืนยันว่าต่อไปเธอจะไม่ใช้วิธีนี้ เพราะเท่ากับเป็นการโกงภาษีรัฐ” แหล่งข่าวกรมสรรพากร ระบุ
3. ทำให้บริษัทขาดทุน วิธีการนี้เป็นที่นิยมทำกันแพร่หลายในทุกๆ ประเภทกิจการ โดยเฉพาะบริษัทรับเหมาก่อสร้าง จะใช้วิธีการสร้างรายจ่าย หรือบิลรายจ่ายมาเบิกบริษัทให้มากที่สุด เมื่อถึงปลายปีก็จะพบว่าบริษัทขาดทุนและไม่สามารถเสียภาษีได้ ส่วนที่มีการหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ก็มีโอกาสจะได้คืน เนื่องจากบริษัทไม่มีกำไรและยังขาดทุน
       ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้เข้าไปตรวจสอบและพบว่าบริษัทเหล่านี้มีการกระทำอีกหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ให้บริษัทกู้ยืมเงินจากกรรมการบริษัทของตนเองเพื่อหลบยอดรายได้หรือยอดขาย และเพิ่มค่าใช้จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยบริษัท
       “นักการเมืองบางคนใช้ชื่อบริษัทสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง แต่ปรากฏว่าเอาวัสดุที่ซื้อไปก่อสร้างบ้านตัวเองราคาหลายล้าน แต่กลับนำบิลมาเบิกเป็นรายจ่ายบริษัทแทน”
เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเล่าอีกว่า ที่น่าตลกที่สุด บริษัทรับเหมาก่อสร้างทำถนน แต่กลับมีการสั่งซื้อ “สี” เป็นจำนวนมากมาหักภาษีซื้อ และยังมีการนำบิลรายจ่ายอื่นๆ ที่ใช้เป็นการส่วนตัว แล้วมีการแต่งตัวเลขให้สูงขึ้น จากนั้นนำมาตัดจ่ายในบัญชีของบริษัท

4. การหลบยอดขายและยอดซื้อ ซึ่ง หมายถึงบริษัทมีการแต่งบัญชีโดยให้ยอดขายเกิดขึ้นเท่าที่ต้องการจะเสียภาษี เช่นมียอดขายสินค้า 200 รายการ แต่มีการเปิดบิลหรือมียอดขายตามบิลแค่ 80 รายการ ซึ่งวิธีนี้บรรดาบริษัท ห้างหุ้นส่วน นิยมกระทำมาก
       “พวกนี้จะนิยมแต่งบัญชี คือเขาจะมีบัญชี 1 และบัญชี 2 ซึ่งเขาจะรู้ว่าบัญชีไหนไว้ใช้ยื่นเสียภาษี ซึ่งจริงๆ แล้วมันผิดกฎหมาย แต่โทษบ้านเราก็แค่ปรับ พวกนี้จึงไม่เกรงกลัว”
5. การซื้อใบกำกับภาษี ที่ นิยมกันก็คือการซื้อใบกำกับภาษีซื้อของผู้ประกอบการค้าน้ำมันมาเป็นยอดราย จ่ายของบริษัทตน ทั้งนี้เพราะผู้เติมน้ำมันรายย่อยมักไม่ขอใบกำกับภาษีอยู่แล้ว
       “ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมักขอซื้อใบกำกับภาษีดังกล่าวเพื่อนำไปขอคืนภาษีจากรัฐ เพื่อทำให้เสียภาษีน้อยลง”
6. การหลีกเลี่ยงโดยผ่านระบบบัญชี วิธี นี้นักบัญชีของบริษัทจะรู้กันกับเจ้าของกิจการ หุ้นส่วนบริษัท หรือบอร์ดบริษัท ที่ต้องการจะมีการประหยัดเงินและนำผลกำไรให้กับเจ้าของกิจการตัวจริงและหุ้น ส่วนมากที่สุด ก่อนที่จะนำบัญชีบริษัทส่งให้ผู้ตรวจสอบบัญชีรับรองอีกขั้นตอนหนึ่ง
       “วิธีการนี้เป็นการสร้างบัญชีเท็จ ด้วยการกำหนดรายจ่ายต่างๆ เข้ามาเบิกในบัญชีบริษัทหรือค่าที่ปรึกษา ค่าโบนัสให้กับกรรมการหรือพนักงาน แต่ข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพียงแต่เป็นการวางแผนทางภาษีเพื่อให้บริษัทเสียภาษีน้อย แต่เจ้าของกิจการได้กำไรมากๆ”

7. การตั้งบริษัทเพื่อเจตนาออกใบกำกับภาษีซื้อปลอม วิธีการนี้จะมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาหลายๆ แห่ง และมีการออกใบกำกับภาษีซื้อขายแก่กันเป็นทอดๆ โดยข้อเท็จจริงแล้วบริษัทไม่ได้มีการทำกิจการจริง แต่ใช้วิธีการโอนกลับไปกลับมาเท่านั้น
       “เขาเจตนาโกงภาษี ทำทีมีการส่งออกสินค้า และมีการปลอมใบสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ แล้วนำมาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม”
8. การซื้อบิลจริง แต่ไม่มีการกระทำจริง วิธีการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยอาศัยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ มาเป็นเงื่อนไขในการจ่ายภาษี
       ตัวอย่างเช่น บริษัทผลิตสินค้ารายหนึ่ง ต้องการประหยัดภาษีรายได้ เนื่องจากบริษัทมีกำไรมาก จึงใช้วิธีการติดต่อขอซื้อใบเสร็จ โดยอ้างว่าเป็นค่าการตลาด (ประชาสัมพันธ์) ในสื่อต่างๆ ในวงเงิน 20 ล้านบาท ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วบริษัทนี้ไม่ได้มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์นี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว และบริษัทที่ทำโฆษณาก็ยอมออกใบเสร็จให้
“นี่เป็นวิธีการโกงภาษี ที่มีผู้ร่วมกระทำหลายคน คือบริษัทผลิตสินค้า และบริษัทผลิตสื่อโฆษณา เพราะวงเงิน 20 ล้านบาทที่บริษัทต้องการนำไปหักภาษีนั้น ข้อเท็จจริงเขาจ่ายให้บริษัทผลิตสื่อแค่ส่วนของการหักภาษีรายได้ 2% (ภาษีจ้างทำของ) และมีการตกลงส่วนต่างกันอีกประมาณ 10% เท่านั้น”
       ผลที่ตามมาก็คือบริษัทผลิตสินค้ารายนั้น ได้นำใบเสร็จ 20 ล้านบาทไปหักในรายได้บริษัท มีผลทำให้เขาประหยัดภาษีได้มาก ขณะเดียวกันเขาก็เสียเงินให้กับบริษัทผลิตสื่อแค่ประมาณ 2 ล้านที่ถือเป็นเงินใต้โต๊ะเท่านั้น

9. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เลี่ยงภาษีแบบเห็นๆ สำหรับ วิธีการของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจพัฒนาที่ดินที่นิยมเลี่ยงภาษีกัน มากส่วนใหญ่จะเป็นรายเล็ก รายกลาง และอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด จะกระทำโดยการแบ่งขายและประกาศขายที่ดินเปล่าเท่านั้น
       “หากสรรพากรไปตรวจบริษัทเหล่านี้จะอ้างว่า เขาขายเฉพาะที่ดินเปล่า และผู้ซื้อไปว่าจ้างปลูกบ้านกันเอง ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทเขา”
ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้ว เป็นการขายที่ดินพร้อมบ้าน แต่แบ่งแยกเป็น 2 สัญญา คือสัญญาซื้อขายที่ดิน กับสัญญาว่าจ้างปลูกบ้าน เพื่อเลี่ยงภาษีรายได้ในส่วนของการปลูกบ้านที่ไม่ต้องจ่ายให้กับรัฐ
10. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประเภทคอนโดมิเนียม ของ นักพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ ที่ดำเนินการในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวหลายจังหวัด จะมีการประกาศขายห้องชุดเพียงบางส่วน และมีการเก็บห้องชุดอีกส่วนหนึ่งไว้เพื่อใช้ประกอบกิจการโรมแรม
       “บริษัทพวกนี้จะไม่ยอมแสดงรายได้ที่เกิดจากการให้บริการกิจการโรมแรม เพราะรายได้จำนวนนี้ความจริงแล้วต้องนำมาคำนวณ vat เขาก็หลบเลี่ยง ซึ่งสรรพากรก็ต้องไปติดตามเพื่อให้เขาเสียภาษีและมีรายได้เข้ารัฐ”
แหล่งข่าวอธิบายอีกว่า ปัญหาสำคัญที่สุดของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ก็คือ เมื่อไปตรวจพบการเลี่ยงภาษีและบริษัทเหล่านี้ไม่สามารถหาหลักฐานมาหักล้าง ได้ ผู้เลี่ยงภาษี หรือโกงภาษี ก็จะใช้อิทธิพลทางการเมืองเข้ามาบีบข้าราชการที่ปฏิบัติงานทันทีเช่นกัน
       “พวกเราเจอนักการเมืองบีบมาตลอด โดยเฉพาะพวกธุรกิจรับเหมาก่อสร้างทั่วประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นของนักการเมือง ต้องบอกว่าพวกนี้มีประตูเลี่ยงภาษีเยอะที่สุด และชอบใช้อำนาจข่มขู่ข้าราชการเพื่อไม่ให้พวกเราสืบสาวที่มาที่ไปมาก เพราะรู้อยู่แล้วว่าบริษัทตัวเองโกงภาษี”
ถึงเวลาแล้วที่กรมสรรพากรจะ ต้องดำเนินการกับผู้ที่เลี่ยงภาษีทุกราย และจะต้องไม่กระทำเฉพาะกับศิลปินดารา แต่จะต้องดำเนินการเปิดโปง บริษัท นักธุรกิจ นักการเมืองทุกรายที่เลี่ยงภาษีให้สาธารณชนได้รับรู้ เพื่อไม่ให้บริษัท หรือบุคคลอื่นๆ เอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

ที่มา ผู้จัดการ Online

ฝรั่งไอริชยันถูกรปภ.BTS ทำร้ายตีหัว-คิ้วแตกเย็บ 10 เข็ม

ครูสอนภาษาชาวไอริช ถูกรปภ.บีทีเอสทำร้ายร่างกาย ขึ้นโรงพักทองหล่อ เพื่อให้ปากคำพนักงานสอบสวน ด้านภรรยาหอบหลักฐานเสื้อเปื้อนเลือด -ลูกโป่ง 4 ใบ ขอความเป็นธรรม รับมีคลิปลงไม้ลงมือกับคู่กรณี เพราะสามีโมโห ถูกฟาดหัวด้วยเครื่องสแกนโลหะ เย็บ 10 เข็ม ผกก.ทองหล่อ ระบุ ปัญหาเกิดจากสื่อสารผิดพลาด ยันต้องรอหลักฐานความเห็นแพทย์และเรียกรปภ.มาสอบปากคำ

 
       วันนี้ (22 มี.ค.) เมื่อเวลา 20.00 น.ที่สน.ทองหล่อ นายจอห์น บีฮัน อายุ 37 ปี ครูสอนภาษาชาวไอร์แลนด์ ซึ่งถูก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสพร้อมพงษ์ทำร้ายร่างกาย เนื่องจากไม่อนุญาตให้นำลูกโป่งขึ้นรถไฟฟ้า เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.รัฐศักดิ์ รักสลาม ผกก.สน.ทองหล่อ โดยมีนางพัชรมาศ ภู่ศรี ซึ่งเป็นภรรยาหอบหลักฐานเป็นลูกโป่ง จำนวน 4 ใบ ประกาศนียบัตรจบการศึกษาชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาลปล่งประสิทธิ์ของบุตรสาว เสื้อผ้าเปื้อนเลือดที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุ และหลักฐานจำนวนหนึ่งมายืนยันความบริสุทธิ์ด้วย
       นางพัชรมาศ กล่าวกับผู้สื่อข่าวก่อนพาสามีเข้าให้ปากคำว่า ยอมรับวันเกิดเหตุมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่บีทีเอสจริง แต่ไม่ได้ลงมือทำร้ายใครก่อน ส่วนภาพที่ปรากฎในคลิปว่ามีการลงมือลงไม้กับ เจ้าหน้าที่รปภ.สถานีรถไฟฟ้านั้น เป็นภาพหลังจากที่สามีตนถูกตีด้วยเครื่องสแกนโลหะก่อนแล้ว จึงเกิดความโมโห อยากให้สังคมเข้าใจฝ่ายตนด้วย โดยขณะนี้ตำรวจมีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส พบว่าสามารถจับภาพ รปภ.หลายคนรุมทำร้ายร่างกายสามีตนบริเวณโซนรอรถไฟฟ้า แต่ภาพดังกล่าวไม่สามารถเปิดเผยได้ ตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงวันนี้ เพิ่งได้รับการติดต่อจากผู้บริหารของบีทีเอส บอกขอโทษและพร้อมเยียวยาสภาพจิตใจให้ครอบครัวโดยเฉพาะลูกสาวที่เห็น เหตุการณ์พ่อถูกทำร้ายตั้งแต่ต้น แต่กลับไม่ได้พูดว่าจะรับผิดชอบเรื่องที่ได้รับบาดเจ็บอย่างไร ทั้งที่สามีถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บ ต้องเย็บที่คิ้ว 4 เข็ม และกลางศีรษะ 6 เข็ม รวมกันถึง 10 เข็ม
       นางพัชรมาศ กล่าวอีกว่า วันนี้ตนพาสามีมาพบ ผกก.สน.ทองหล่อ และให้ปากคำกับ ร.ต.อ.ธนาณุวัฒน์ สิทธิไชย พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน.ทองหล่อ ซึ่งเป็นเจ้าของคดีโดยมีการนำประกาศนียบัตรจบการศึกษาของลูกสาวมายืนยัน พร้อมทั้งนำลูกโป่งจำนวน 4 ใบ ที่ไม่ใช่ลูกโป่งแบบอัดแก๊ส มาให้พนักงานสอบสวนดูด้วย เนื่องจากข้อเท็จจริงคือ ทางโรงเรียนไม่ได้ใช้ลูกโป่งที่เป็นอันตรายแบบนั้นมาแจกเด็กๆ โดยหลังเกิดเรื่องสามียังรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่ทราบมาก่อนว่าห้ามนำลูกโป่งขึ้นรถไฟฟ้า ประกอบกับโดยสารมาตั้งแต่ต้นทางขึ้นๆ ลงๆ หลายสถานีก็ไม่ได้ถูก รปภ.ห้ามนำเข้า จนกระทั่งมาถูกขัดขวาง ห้ามนำลูกโปร่ง ที่บริเวณสถานี พร้อมพงษ์ ตรงจุดเกิดเหตุ ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นจะต้องคุยกับพนักงานสอบสวนและหลายๆ ฝ่ายก่อน เพื่อหาข้อสรุปที่ดีที่สุดต่อไป
       ด้าน พ.ต.อ.รัฐศักดิ์ ผกก.สน.ทองหล่อ กล่าวว่า วันนี้ได้นัดหมาย นายจอห์น มาพบเพื่อสอบถามรายละเอียดทั้งหมดตั้งแต่ก่อนขึ้นรถไฟฟ้า โดยจะพิจารณาว่าแต่ละช่วงเวลามีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร ส่วนหลักฐานจากภาพกล้องวงจรปิดนั้น ตนดูแล้วเห็นว่าต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่คือ ฝ่ายหนึ่งทำหน้าที่พ่อที่ดี ส่วนอีกฝ่าย ก็เป็น รปภ.ต้องการรักษากฎระเบียบเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารรายอื่นๆ แต่เรื่องที่เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะมีการสื่อสารผิดพลาดระหว่างทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ขั้นตอนการสอบปากคำของพนักงานสอบสวนยังต้องดำเนินต่อไป ซึ่งต้องพิจารณาที่องค์ประกอบสำคัญ อาทิ อาวุธที่คู่กรณีใช้ จำนวนครั้งที่กระทำ และผลสรุปความเห็นจากแพทย์ รพ.ตำรวจ ผู้ให้การรักษานายจอห์น ซึ่งยังไม่ได้ส่งมา นอกจากนี้ยังต้องรอสอบปากคำนายประสาน ถาวงษ์กลาง อายุ 31 ปี เจ้าหน้าที่รปภ.สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส คู่กรณี ที่ได้ติดต่อให้เข้ามาพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งข้อหาหรือดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ระทึก! ถ.พระราม 4 ทรุดตัวเป็นหลุมยักษ์กว้าง 5 เมตร

เกิดเหตุระทึก ถ.พระราม 4 ช่วงใต้สะพานไทย-เบลเยียม ใกล้แยกวิทยุ ทรุดตัวเป็นหลุมยักษ์กว้าง 5 เมตร ลึก 2 เมตร โชคดีไม่มีใครได้รับอันตราย ตำรวจเร่งปิดการจราจร ขณะที่เจ้าหน้าที่ กทม.รุดตรวจสอบพร้อมเร่งซ่อมแซมพื้นผิวการจราจร

       วันนี้ (18 มี.ค.) เมื่อเวลา 19.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกิดเหตุถนนทรุดตัวจนเป็นหลุมขนาดใหญ่ บนถนนพระราม 4 ฝั่งขาเข้า บริเวณใต้สะพานไทย-เบลเยียม ก่อนถึงแยกวิทยุ ประมาณ 10 เมตร ด้านหน้าทางลงรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีลุมพินี (ประตู 2) แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กทม.
       ที่เกิดเหตุพบว่าจุดดังกล่าวพื้นผิวถนนได้ทรุดตัวลงลึกประมาณ 2 เมตร กว้าง 5 เมตร เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้นำแผงเหล็กและสาย ก้ันมาล้อมจุดที่เกิดเหตุไว้ พร้อมกันประชาชนออกห่างจากจุดที่เกิดเหตุ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.ทุ่งมหาเมฆ ได้ทำการปิดการจราจรถนนพระราม 4 ช่วงขาเข้า โดยให้รถเบี่ยงขึ้นสะพานไทย-เบลเยียมแทน ทำให้การจราจรติดขัดเป็นระยะทางยาว

 
       นายเรืองยุทธ มุสิกพันธ์ อาชีพชับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง วินหน้าอาคารคิวเฮ้าส์ลุมพินี กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุขณะที่ตนเองกำลังนั่งรอผู้โดยสารได้สังเกตเห็นรถบรรทุกสิบล้อมา จอดรอสัญญาณไฟอยู่บริเวณจุดที่เกิดเหตุ โดยมีรถเก๋งอีกคันที่มาต่อท้ายอีกหนึ่งคัน กระทั่งเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวขณะที่รถสิบล้อเคลื่อนตัวออก ได้เกิดเสียงดังขึ้นก่อนที่จะเกิดการทรุดตัวของถนน ทำให้รถเก๋งคันที่ต่อท้ายรถสิบล้อคันดังกล่าวล้อหลังตกไปในหลุม แต่ก็สามารถเร่งเครื่องขึ้นมาได้ โดยที่ตัวรถไม่ได้รับความเสียหาย ส่วนรถคันอื่นไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวการจราจรบนถนนเบาบาง
       ด้าน นายวุฒิ เกตุนิรัตน์ เจ้าหน้าที่หน่วย Best สำนักงานเขตสาทร กล่าวว่า หลังรับแจ้งเหตุได้มาตรวจสอบพบว่าด้านล่างเป็นโพรงกว้าง ลึก 2 เมตร ซึ่งสาเหตุน่าจะมาอจากการที่ทรายรองรับพื้นผิวการจราจรที่ถูกน้ำเซาะลงไปภาย ในท่อประปาที่อยู่ด้านล่างจนเกิดเป็นโพรง ประกอบกับถนนเส้นนี้มีรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งผ่านเป็นจำนวนมากทำให้ถนนไม่ สามารถรองรับน้ำหนักได้ จึงเกิดการทรุดตัว อย่างไรก็ตาม ได้ประสานสำนักการโยธาให้มาดำเนินการซ่อมแซมพื้นผิวจราจร เพื่อให้สามารถเปิดการจราจรได้โดยเร็วที่สุด

 
       ต่อมา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเปิดเผยว่า เบื้องต้นยังไม่ขอสรุปสาเหตุการทรุดตัวของถนนในครั้งนี้ โดยหลังจากนี้จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การประปานครหลวง สำนักการโยธา และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มาประชุมหารือเพื่อหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้สำนักการโยธาเร่งทำการซ่อมแซมพื้นผิวการจราจร โดยให้เทหินคลุกลงไปในหลุมก่อนราดยางมะตอยทับอีกชั้น เชื่อว่าคืนนี้จะดำเนินการแล้วเสร็จ ขณะเดียวกันจะติดป้ายเตือนผู้ใช้รถให้เพิ่มความระมัดระวังในจุดดังกล่าวด้วย
       ด้าน นายรณชิต แย้มสอาด รักษาการ ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า แม้จุดเกิดเหตุจะใกล้กับประตูทางออกของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีลุมพินี รวมถึงอยู่เหนือสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ยืนยันว่าไม่กระทบต่อโครงสร้างของสถานี รวมถึงตัวอุโมงค์รถไฟฟ้าที่อยู่ลึกลงไปอีกกว่า 20 เมตร อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 มี.ค.55 จะสั่งการให้วิศวกรของ รฟม.เข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน

ขวัญชัย ​เผย นำคน​เสื้อ​แดงดู​แล ครม.สัญจรอุดรฯ

นายขวัญชัย ​ไพรพนา ​แกนนำ นปช.​และประธานชมรมคนรักอุดร ​เปิด​เผยว่า จะ​เตรียมนำมวลชนคน​เสื้อ​แดงมา ดู​แล ครม.สัญจร ที่ จ.อุดรธานี ​โดยตนจะ​เป็นตัวกลางรับ​เรื่องร้องทุกข์จากประชาชน ที่จะยื่น​เรื่องต่อนายกรัฐมนตรี ส่วนกรณีจะมีกลุ่มมวลชนอื่นมาต่อต้าน​หรือ​ไม่นั้น ​เชื่อว่าตำรวจจะสามารถควบคุม​ได้

ที่มา หนังสือพิมพ์​แนวหน้า

อาชีพและงานในฝันคนไทย

ทุกคนล้วนมีความฝัน และการแสวงหางานในฝันก็เป็นหนึ่งในฝันที่ทุกคนต้องการให้เป็นจริง อเด็คโก้ (Adecco) ประเทศไทย ทำการสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานในประเทศไทย เกี่ยวกับลักษณะบริษัทในฝัน ที่สามารถทำให้เกิดงานที่มีประสิทธิภาพสูงและทำงานอย่างมีความสุข จากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,209คน  มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

 

 

 

ใครเป็นใครกับงานในฝัน
58%   เพศหญิง
42%  เพศชาย
53%
จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี
41%
จบการศึกษาในระดับปริญญาโท
33%
อายุเฉลี่ยอยู่ในระหว่าง 25-30 ปี
24%
มีอายุระหว่าง 30-35 ปี
36%
มีประสบการณ์ทำงาน 10 ขึ้นไป
25%
มีประสบการณ์ทำงาน 0-3 ปี
38%
ได้เงินเดือน 10,000–30,000 บาทต่อเดือน
26%
ได้เงินเดือน 30,000-50,000 บาทต่อเดือน

เบื้องลึกพฤติกรรมคนทำงาน-คนหางาน

อเด็คโก้มองว่าปี 2554 เป็นปีที่ตลาดแรงงานมีความตื่นตัวมากในประเทศไทย  เกิดตำแหน่งงานใหม่ พร้อมการจ้างงานในตำแหน่งต่างๆ เพิ่มมากขึ้น สำหรับในปี 2555 ฝ่ายทรัพยากรบุคคลขององค์กรต่างๆ ยังคงมุ่งมั่นในการมองหา “คนที่ใช่” ให้กับองค์กร และในทางตรงกันข้ามทางผู้สมัครก็มองหางานที่ตอบโจทย์ความต้องการในการทำงานเช่นกัน 


ระยะเวลาในการทำงานกับบริษัทหนึ่ง
38% (<5 ปี)
ช่วงเวลาที่ทำงานได้ประสิทธิภาพสูงสุด
60% (9-11 ปี)
ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขในการทำงานมากที่สุด
48% (บรรยากาศในการทำงาน)
ปัจจัยที่ทำให้เกิดงานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
37% (ผลตอบแทนสูง ลักษณะงานน่าสนใจ)
ลักษณะบรรยากาศในการทำงานที่ต้องการ
45% (มีอิสระในการทำงาน)
เงินเดือนที่ต้องการให้เพิ่มขึ้นเมื่อเปลี่ยนงาน
43% (มากกว่าหรือเท่ากับ 20%)
อายุมากที่สุดที่จะไม่คิดเปลี่ยนงาน
59% 35-40 ปี
สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ตกลงรับทำงาน
35% ลักษณะงานที่น่าสนใจ
ลักษณะของบริษัทที่อยากไปทำงานด้วยมากที่สุด
70% บริษัทข้ามชาติ
ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลือกสมัครงานกับบริษัทหนึ่งๆ
43% (ชื่อเสียงขององค์กร)

จากตารางสามารถอธิบายเพิ่มเติมบางส่วนได้ดังนี้



สูงสุด 5 ปี ก็พอแล้ว
38%
เห็นว่าระยะเวลาทำงานโดยเฉลี่ยในการทำงานกับบริษัทหนึ่งๆ ไม่เกิน 5 ปี เป็นระยะเวลาสูงที่สุด
34%
มากกว่า 5 ปี
1%
ให้ความเห็นว่าทำงานโดยเฉลี่ยเป็นเวลานาน 1 ปี
ทั้งนี้ระยะเวลาในการทำงานกับบริษัทหนึ่งๆ  ขึ้นอยู่กับเนื้องานและผลตอบแทนด้วย และโดยเฉลี่ยจะใช้ระยะเวลา 3 ปี ในการทำงานกับบริษัทหนึ่งๆ

พลังไอเดียพลุ่งพล่านสุดๆ ต้องช่วงเช้า
60%
ช่วงเช้า (9.00-11.00 น.)
18%
ช่วงบ่าย (14.00-16.00 น.)
9%
ช่วงกลางวัน (11.00-14.00 น.), และช่วงเย็น (16.00-18.00 น.)
จะเห็นได้ว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์แก่นายจ้างในการนัดประชุมหรือการระดมความคิดจากพนักงาน เพราะช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่คนทำงานส่วนใหญ่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ดีที่สุด ขณะที่ช่วงเย็นพลังชีวิตลดน้อยเต็มที และคนส่วนใหญ่นึกถึงนัดหมายกับเพื่อนฝูงและการกลับบ้านไปพักผ่อนกับครอบครัว

บรรยากาศที่ดีคือความสุขในการทำงาน
48%
บรรยากาศในการทำงาน
35%
เพื่อนร่วมงาน
น้อยกว่า3%
หัวหน้างาน และวัฒนธรรม/นโยบาย องค์กร

อะไรที่ทำให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด
37%
ลักษณะงาน
33%
เพื่อนร่วมงาน
7%
ผลตอบแทน
แสดงให้เห็นว่าปัจจัยเรื่องผลตอบแทน ไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักที่คนมองว่าจะช่วยทำให้สามารถทำงานได้ดี

คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการกรอบ
45%
ต้องการอิสระในการทำงาน
40%
ต้องการความเป็นกันเอง และความร่วมมือกันในการทำงาน
ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เปลี่ยนไปและความคาดหวังของกลุ่มคน Gen Y ในที่ทำงาน ที่ไม่ต้องการพิธีรีตองหรือความเคร่งเครียดในที่ทำงาน

อายุไม่ใช่อุปสรรคในการหางานในฝัน
59%
เชื่อว่าช่วงอายุ 35-40 ปี เป็นช่วงอายุสูงที่สุดที่ยังสามารถเปลี่ยนงาน
5%
เห็นว่าถึงแม้จะมีอายุมากกว่า 50 ปี ก็ยังสามารถเปลี่ยนงานได้เช่นกัน
ดังนั้นช่วงอายุเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจเปลี่ยนงาน แต่หลายคนไม่ได้มองว่าเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด  

ใช่ หรือ ไม่ใช่ ดูจากอะไร
35%
ได้รับผลตอบแทนสูง
34%
ลักษณะงานน่าสนใจ
6%
บริษัทอยู่ใกล้บ้าน
ผลวิจัยนี้ยังพบว่ากลุ่มคนอายุมากกว่า40 ปีขึ้นไป จะพิจารณาตอบรับเข้าทำงานจากลักษณะงานที่น่าสนใจเป็นหลัก ในขณะที่กลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า40 ปี จะพิจารณาจากผลตอบแทนเป็นหลัก

บริษัทข้ามชาติมาแรง
70%
อยากทำงานบริษัทข้ามชาติ
14%
อยากทำงานบริษัทคนไทยขนาดใหญ่
12%
อยากทำรัฐวิสาหกิจ
นอกจากนี้ยังมีลักษณะของบริษัทที่อยากทำงานด้วยอื่นๆ คือ เป็นบริษัทที่มีความมั่นคงและบริษัทที่มีการบริหารที่เป็นมาตรฐานสากล

ส่วนใหญ่สนใจบริษัทดัง
43%
ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงขององค์กร ในการเลือกสมัครงานมากที่สุด
30%
วัฒนธรรมองค์กร 
13%
ขนาดบริษัท
โดยมีเหตุผลอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเลือกสมัครงาน คือ ความมั่นคงของบริษัทและผลตอบแทน/สวัสดิการ


Min Max
Min Max
Accounting 10,000 80,000 Information Technology - Business 18,000
60,000
Admin/ Secretarial 10,000 60,000 Legal/Compliance 10,000
50,000
Customer Service 10,000 60,000 Logistics 18,000
30,000
Engnineering 15,000
60,000 Marketing / PR 10,000
80,000
Engnineering - Business 15,000 60,000 Medical & Science 15,000
25,000
Finance 13,000
45,000
Sales 10,000
80,000
Human Resource 12,000
45,000
Supply Chain 15,000
60,000
Information Technology 10,000
100,000
Technical / Manufacturing 12,000
40,000

ด้านผลสำรวจเงินเดือนพบว่า ในระดับจูเนียร์ (ประสบการณ์ 0-5 ปี) ผลสำรวจพบว่าอาชีพที่มีเงินเดือนสูงสุดคือด้าน  IT มีเงินเดือน10,000-100,000 ส่วนอาชีพที่มีเงินเดือนต่ำสุด คือ ด้าน Medical&Science มีเงินเดือน 15,000-20,000 บาท


ขณะที่ในระดับซีเนียร์ (ประสบการณ์ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป) ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงมีเงินเดือน 70,000-600,000 บาท อาชีพที่มีเงินเดือนสูงสุดคือ วิศวกร มีเงินเดือน 15,000-300,000 บาท


ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดแรงงานเติบโตอย่างน้อย 20% พบว่าสายงานขาย วิศวกร ไอที ยังครองแชมป์หาคนมากที่สุด ส่วนตำแหน่งรองมาจะอยู่ในกลุ่มสายงานบัญชี การเงิน บุคคล และการตลาด ส่วนกลุ่มธุรกิจที่มองหาคนมากที่สุด คือ กลุ่มเทรดดิ้ง กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มงานบริการ และกลุ่มพลังงาน เป็นต้น

ที่มา positionmag