แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด

ภารกิจลับในพม่า อังกฤษค้นหาฝูงบิน "สปิตไฟร์" ฝังไว้นาน 67 ปี

สปิตไฟร์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเครื่องบินของพลเรือน บินเหนือกลูเชสเตอร์เชียร์ในเทศอังกฤษ ในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทซูเปอร์มารีนในเซาแธมป์ตัน ผลิตเครื่องบินชนิดนี้ออกมาราว 40 รุ่น กว่า 20,000 ลำและเป็นกำลังหลักสำคัญในการปกป้องประเทศให้พ้นจากการยึดครองของนาซี เยอรมัน เกษตรกรชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งสืบเสาะอย่างลับๆ มานาน 15 ปี ค้นหาสปิตไฟร์ 20 ลำ ที่ถูกฝังเอาไวในพม่าตั้งแต่สงครามยุติลงและหาทางขุดขึ้นมาเพื่อนำกลับไปทำ ให้ใช้ได้อีก ปัจจุบันมีสปิตไฟร์ที่ยังบินได้เพียง 30 ลำเท่านั้น.-- ภาพ: Wikipedia.

ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- เกษตรกรอังกฤษคนหนึ่งใช้เวลาตลอด 15 ปีที่ผ่านมาค้นหาเครื่องบินรบฝูงหนึ่งที่ถูกฝังเอาไว้ในพม่าตั้งแต่สงคราม โลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงและกำลังเข้าใกล้เป้าหมายไปทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายเดวิด คาเมรอน ไปเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ ในสัปดาห์แห่งเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการหยิกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ
       ทุกฝ่ายได้แต่หวังว่า ประธนาธิบดีเต็งเส่งของพม่าจะอนุญาตให้ขุดเครื่องบินทั้งหมดขึ้นมาได้และนำ กลับไปยังเกาะอังกฤษบ้านเกิด เพื่อฟื้นชีพให้ขึ้นบินได้อีกครั้งหนึ่ง
       นายเดวิด คัลดอล (David Culdall) วัย 62 ปี จากลินคอล์นเชียร์ใช้เงินไปราว 200,000 ดอลลาร์ เดินทางเข้าออกพม่ามาแล้ว 12 ครั้ง นับตั้งแต่ได้รับทราบข่าวคราว เกี่ยวกับเรื่องฝูงบินสปิตไฟร์ (Spitfire) จำนวน 20 ลำ จากนายจิม เพียร์ซ (Jim Pierce) เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นนักโบราณคดีด้านการบิน ที่ไปได้ยินเรื่องนี้จากทหารผ่านศึกชาวอเมริกันมาอีกทอดหนึ่ง
       นายคัลดอล พยายามอย่างยิ่งในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับระบอบทหารในพม่า เพื่อให้เจ้าหน้าที่เชื่อถือและไว้วางใจ และ เรื่องนี้เป็นความลับมาข้ามทศวรรษ จนถูกเปิดเผยออกมาในช่วงที่นายกฯ อังกฤษไปเยือน ทั้งนี้เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์เดลีเทเลกราฟ ในกรุงลอนดอน
       นายคัลดอลเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ว่า เขาเริ่มต้นโดยลงประกาศแจ้งความในหนังสือพิมพ์และนิตยสารในพม่า เพื่อหาอดีตทหารสักคนที่ทราบข่าวคราวเกี่ยวกับแหล่งที่ฝังเครื่องบินเอาไว้
       "แต่ความยุ่งยากก็คือ พวกเขาจำนวนมากกำลังสิ้นชีวิตลงเพราะความชรา" ถึงกระนั้น ความพยายามก็ประสบความสำเร็จในที่สุด ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทางการ ปัจจุบันเขายังปกปิดแหล่งที่พบเครื่องบินเป็นความลับ
       "เราเจาะส่งท่อลงไปเบื้องล่างสำรวจดูลังบรรจุ ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพดี" นายคัลดอลกล่าว
       ตามข้อมูลที่ทราบมาก่อนหน้านี้ ในเดือน ส.ค. 2488 หรือเมื่อ 67 ปีก่อน กองทัพอังกฤษใช้เรือบรรทุกเครื่องบินสปิตไฟร์ (Spitfire) เพื่อไปประจำการในพม่า โดยแต่ละลำถูกแยกออกเป็นชิ้น ชิ้นส่วนต่างๆ ห่อหุ้มด้วยกระดาษชุบขี้ผึ้งกันน้ำกันสนิม ข้อต่อต่างๆ หล่อลื่นด้วยจาระบีและบรรจุในลังเหล็ก
       แต่เมื่อเครื่องบินไปถึงพม่าสงครามได้สงบลงแล้ว จึงไม่เคยได้นำออกมาใช้ และเมื่ออังกฤษจะต้องถอนตัวออกไป ทำให้จะต้องฝังเครื่องบินเหล่านั้นไม่ให้ตกถึงมือฝ่ายตรงข้าม

ปก ภาพยนตร์ดีวีดีเรื่อง "สงครามอินทรีเหล็ก" หรือ Battle of Britain ที่ออกฉายในปี 2512 นักวิจารณ์ยกย่องเป็นภาพยนตร์สงครามเวหาดีที่สุดเรื่องหนึ่ง เชิดชูวีรกรรมของฝูงสปิตไฟร์กับฝูงบินเฮอริเคนโดยเฉพาะ สร้างได้สมจริงราวกับเหตุการณ์เพิ่งจะผ่านไปเมื่อวันวาน ปัจจุบันมีเวอร์ชั่นที่เป็นแผ่นบลูเรย์ออกมาให้ชมอีกด้วย.

ปก หนังสือ "สงครามเกาะอังกฤษ" (Battle of Britain) เขียนโดย เจมส์ ฮอลแลนด์ โดยสำนักพิมพ์แม็คมิลแลน ยังเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ขายดีตลอดกาล และเป็นที่มาของภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน เพื่อเชิดชูวีรกรรมของเหล่าเสืออากาศกับฝูงบินสปิตไฟร์ และฝูงบินเฮอริเคนของพวกเขา.

       นายคัลดอลกล่าวว่า สปิตไฟร์ 12 เครื่องถูกฝังก่อน อีก 8 เครื่องฝังในเดือน ธ.ค.2488 การสำรวจโดยใช้เครื่องสแกนบนพื้นพบว่า ลำตัวกับปีกของแต่ละลำบรรจุในลังเหล็กและฝังไว้ด้วยกันอย่างเป็นระเบียบ
       ตัวเขาเองกับเพื่อนๆ ในอังกฤษพยายามอย่างยิ่งที่จะนำสปิตไฟร์ทั้งหมดกลับสู่ถิ่นเดิมของมัน และทำให้ขึ้นบินได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ติดปัญหาทางการเมือง การคว่ำบาตรพม่าทำให้ไม่สามารถเคลื่อน "อาวุธ" เข้าออกประเทศนี้ได้
       ระหว่างนายกฯ คาเมรอนไปเยือน ฝ่ายอังกฤษได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือกับประธานาธิบดีเต็งเส่ง และสถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป อังกฤษกำลังจะเริ่มผ่อนคลายการคว่ำบาตรในวันที่ 23 เม.ย.นี้ ทำให้ความหวังเรื่องรองขึ้นมาว่า
       เครื่องบินขับไล่สปิตไฟร์ เป็นกำลังสำคัญในการป้องกันเกาะอังกฤษให้พ้นจากการถูกยึดครองโดยนาซีในช่วง ที่เรียกว่า "สงครามเกาะอังกฤษ" (The Battle of Britain) ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือนระหว่างวันที่ 10 ก.ค.- 31 ต.ค.2483 ซึ่งนาซียึดครองภาคพื้นยุโรปและพยายามยึดเกาะอังกฤษให้ได้เป็นเป้าหมายต่อไป
       สปิตไฟร์ยังคงเป็นเจ้าเวหามานานอีกหลายปีต่อมาหลังสงครามโลกยุติลง แต่เมื่อเครื่องยนต์เจ็ตเริ่มเข้ามีบทบาท สปิตไฟร์จึงลดความสำคัญลงเรื่อยๆ และกลายสภาพเป็นเพียงเครื่องบินฝึก จากที่เคยผลิตออกมามีที่นั่งเดียว ก็กลายเป็นสองที่นั่ง
       สปิตไฟร์ออกแบบโดยอาร์ เจ มิตเชล (Reginald Joseph Mitchell) และผลิตโดยบริษัทซูเปอร์มารีน เครื่องแรกขึ้นบินในวันที่ 5 มี.ค.2479 ฝูงแรก และรุ่นมาร์ค 1 (MK1) เข้าประจำการกองทัพอากาศสหราชอาณาจักรในเดือน ส.ค.2482
       ในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการผลิตสปิตไฟร์ออกมานับหมื่นลำ กระจายออกไปประจำการในกองกำลังทางอากาศของฝ่ายพันธมิตรหลายประเทศ

ตำนานที่บินได้

เหลือเพียง 30 ลำเท่านั้น

ปัจจุบัน มีสปิตไฟร์ที่ยังบินได้เหลืออยู่เพียง 30 ลำเท่านั้น หากขุดฝูงบินที่ถูกฝังในพม่ามานาน 67 ปี และนำกลับไปทำให้บินได้อีกครั้งย่อมเป็นความภาคภูมิใจของชาวอังกฤษนับล้านๆ คน ที่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณสปิตไฟร์มาชั่วชีวิต.-- ภาพ: Ken Robertson.

       ตามประวัติอย่างเป็นทางการ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ก็ยังมีการผลิตสปิตไฟร์ต่อมาอีกหลายปีรวมเป็นประมาณ 40 รุ่น เป็นจำนวนทั้งสิ้น 20,351 ลำ ลำสุดท้ายถูกส่งไปประจำการในกองทัพอากาศฮ่องกงเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ปีเดียวกัน
       สปิตไฟร์ 20 ลำที่ส่งไปพม่าเป็นรุ่นมาร์คโฟร์ (MK4) ใช้เครื่องยนต์โรลสรอยซ์ แทนเครื่องยนต์มาร์ลินในรุ่นก่อนๆ และ ประสิทธิภาพสูงกว่า
       หน้าที่หลักของสปิตไฟร์ในช่วงเดือนแห่งวิกฤตคือ โจมตีทำลายเครื่องบินทิ้งระเบิดของนาซี ซึ่งจะต้องต่อกรกับแมสเซอร์ชมิต (Messerschmitt) ที่ทำหน้าที่คุ้มกันและนำทาง
       นี่คือเครื่องบินรบที่ผลิตออกมาใช้งานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีความโดดเด่นในการออกแบบและติดเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูง มีความเร็วเหนือกว่าแมสเซอร์ชมิต ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ประสิทธิภาพสูงที่สุดของฝ่ายนาซี
       ความเร็วที่เหนือกว่าทำให้ได้เปรียบในการหลบหลีกและการเข้าจู่โจม พันตู ซึ่งทำให้สปิตไฟร์เป็นเจ้าเวหาเหนือช่องแคบอังกฤษในที่สุด
       ปัจจุบันทั่วโลกมีสปิตไฟร์ที่ยังขึ้นบินได้เพียง 30 ลำเท่านั้น ถ้าหากการขุดค้นและฟื้นฟูฝูงบินมาร์คโฟร์ในพม่าประสบความสำเร็จ เป็นความภาคภูมิใจของชาวอังกฤษนับล้านๆ ที่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณสปิตไฟร์มาชั่วอายุ.

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

“นาดาล” คว่ำโนเลแชมป์มอนติฯ 8 สมัยติด

       ราฟาเอล นาดาล แร็กเกตกล้ามโตชาวสแปนิช ผงาดคว้าแชมป์รายการ "มอนติ - คาร์โล มาสเตอร์ส" เป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกัน หลังหวดเอาชนะ โนวัค ยอโควิช มือ 1 ของโลกชาวเซิร์บ 2 เซตรวด ในรอบชิงชนะเลิศ วันนี้ (22 เม.ย.)
       ศึกเทนนิส เอทีพี ทัวร์ รายการ มอนติ-คาร์โล โรเล็กซ์ มาสเตอร์ส ชิงเงินรางวัลรวม 2.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 82 ล้านบาท) ที่เมืองมอนติ คาร์โล ประเทศโมนาโก เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ในการแข่งขันประเภทชายเดี่ยว เป็นรอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง โนวัค ยอโควิช มือ 1 ของโลกจากเซอร์เบีย กับ ราฟาเอล นาดาล มือ 2 ของโลกชาวสแปนิชและแชมป์เก่า 7 สมัย
       แม้ ยอโควิช เอาชนะ นาดาล จากการเจอกัน 7 ครั้งหลังสุด รวมถึงแมตช์ชิงชนะเลิศ ออสเตรเลียน โอเพน เมื่อช่วงต้นปี แต่วันนี้ "เอล มาทาดอร์" โชว์ฟอร์มสมฉายาราชาแห่งคอร์ตดินหวดเอาชนะไป 2-0 เซต 6-3, 6-1 คว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกัน แต่เป็นแชมป์แรกของ นาดาล นับแต่เฟรนช์ โอเพน เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว
       "มอนติ คาร์โล มาสเตอร์ส เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ผมชอบที่สุดในโลก" นักหวดวัย 25 ปีเปิดเผยหลังชัยชนะ "ตั้งแต่เด็กๆแล้วผมฝันที่จะมาเล่นที่นี่ มันเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีประวัติศาสตร์ซึ่งบรรดานักเทนนิสไอดอลของคุณเคย เล่นที่นี่ การจะคว้าแชมป์ 8 สมัย คุณต้องโชคดี ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่มีปัญหาบาดเจ็บและทุกอย่างสมบูรณ์แบบตลอดทั้ง 8 ปีนั้น นอกจากนี้ยังต้องเล่นให้สมบูรณ์แบบด้วย"
       "ผมเคยแพ้ โนวัค มา 7 ครั้ง ดังนั้นการแพ้อีกเป็นแมตช์ที่ 8 ก็คงไม่แตกต่างเท่าไร อย่างไรก็ตามชัยชนะครั้งนี้ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมาก หวังว่าผมจะไม่ประสบปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บและไปแข่งขันที่บาร์เซโลนา (ในสัปดาห์หน้า) พร้อมกับทำผลงานได้ดี" นาดาล กล่าวทิ้งท้าย
       ขณะที่ ยอโควิช ยอมรับว่าข่าวร้ายเรื่องที่คุณปู่เสียชีวิตส่งผลต่อสภาพจิตใจของตน รวมถึงสภาพร่างกายก็ล้าจากแมตช์รอบที่ผ่านๆมาซึ่งต้องเล่น 3 เซต "ผมแทบไม่เหลือพลังเลย ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ผมเล่นพอใช้ แต่วันนี้แย่มาก ถ้าหากผมต้องการชนะ ราฟา บนคอร์ตดินก็ต้องมีเกียร์พิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในวันนี้"

ยืนยันแล้วเซ็กซ์เทป"ทูลิซา"ของแท้เจ้าตัวสุดเศร้าแฟนเก่าปล่อยเอง

"ทูลิซา คอนโทสตาฟลอส" สาวสวยผู้ตัดสินจากรายการ X Factor ยืนยันแล้วว่าเซ็กซ์เทปที่เธอออกมาปฏิเสธก่อนหน้านี้ว่าเป็นสาวหน้าคล้ายที่ แท้เป็นของเจ้าตัวจริงๆ เผยอดีตแฟนหนุ่ม "จัสติน เอ็ดเวิร์ด" หรือที่รู้จักในนาม "เอ็มซี อัลตรา"เป็นคนปล่อยเอง


ทูลิซา คอนโทสตาฟลอส ออกอาการเศร้าอย่างหนักหลังจากที่อดีตแฟนหนุ่มของเธอเองเป็นคนปล่อยคลิปลับ ดังกล่าวลงอินเตอร์เน็ตโดยเจ้าตัวออกมาสารภาพโพสท์ไว้ใน YouTube เลยทีเดียว
ทูลิซา สาวสวยวัย 23 ปี เปิดเผยว่าจัสตินเป็นหนุ่มนิรนามที่อยู่ในเซ็กซ์เทปดังกล่าว โดยระบุว่า "อย่างที่คุณคิด ฉันเสียใจมาก เจ็บสุดๆเลย โดยเฉพาะเมื่อคุณมีช่วงเวลาส่วนตัวกับคนที่คุณรัก คนที่คุณแคร์และเชื่อใจ คุณไม่นึกเลยแม้แต่นาทีเดียวว่าช่วงเวลาเหล่านั้นมันได้ถูกแชร์ไปให้กับคน ทั่วอังกฤษรวมถึงคนทั่วโลกด้วย อย่างที่คิดนั่นแหละค่ะ มันเป็นช่วงเวลาที่สาหัสสำหรับฉันจริงๆ"
       "แต่ฉันไม่คิดว่าฉันจะเป็นคนเดียวที่ตกเป็นประเด็นร้อน เขาเป็นคนที่ถ่ายคลิปนั้นด้วยตัวเขาเองแล้วก็อัพโหลดมันสู่โลกออนไลน์ แต่ตอนนี้เขาเก็บตัวเงียบแล้วทำเหมือนว่าเขาไม่ใช่คนในคลิปนั้น ฉันไม่มีทางนั่งอยู่เฉยๆแล้วปล่อยให้ถูกทำร้ายหรือให้คนอื่นมาหาผลประโยชน์ ใส่ตัวเด็ดขาด"
       นักร้องสาวยอมรับว่าการที่เธอตัดสินใจออกมาพูดเรื่องนี้เป็นเพราะเธอ รู้สึกว่าถูกทรยศหักหลังจากอดีตแฟนหนุ่มและอยากให้ทุกคนรู้ว่าใครกันที่อยู่ เบื้องหลังการปล่อยคลิปลับนี้
       "จัสติน เอ็ดเวิร์ด หรือ อัลตรา เป็นแฟนเก่าของฉัน เขาปล่อยมันเองแต่ทำเหมือนเป็นคนอื่น โปรดตัดสินเราจากทั้งสองฝ่าย แต่ฉันอยากบอกว่า เมื่อคุณตัดสินใคร มันไม่ได้กำหนดคนที่คุณตัดสิน แต่มันกำหนดตัวคุณเอง"
       นักร้องสาวระบุต่อไปด้วยว่า "จัสตินคือคนที่ฉันคบตอนอายุ 17 เรารักๆเลิกๆกันมานานหลายปี ตอนที่ฉันอายุ 19 เรามาอยู่ด้วยกันประมาณปีครึ่ง ฉันย้ายไปอยู่กับเขาเรารักกันสุดๆ เราคุยกันถึงเรื่องแต่งงาน เราคุยกันเรื่องมีลูกด้วย"
       เธอยังเผยด้วยว่าเธอถูกเตือนเมื่อปีที่แล้วว่าเขาอาจปล่อยคลิปนี้ "เมื่อ 6 เดือนก่อน ฉันได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนของพวกเราที่รู้จักกันบอกว่าเขามีคลิปของฉันอยู่ เขาเตรียมที่จะปล่อยออกมาเพื่อทำลายชื่อเสียงและหน้าที่การงานของฉัน"
       "ฉันไปเผชิญหน้ากับเขา เขาโกหกเรื่องนี้ อย่างที่เห็นตอนนี้คลิปนั้นส่งไปทั่วโลกออนไลน์แล้ว"

'The New iPad' 3 วัน 3 ล้านเครื่อง

แอปเปิลทำลายสถิติการจำหน่าย iPad ด้วยยอดขาย New iPad หลังเปิดเผยว่าในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ามียอดจัดจำหน่ายไปแล้วกว่า 3 ล้านเครื่อง พร้อมประกาศขายเพิ่มอีก 24 ประเทศในวันศุกร์ที่ 23 มีนาคมนี้



       ข้อความในจดหมายประชาสัมพันธ์ของแอปเปิลโดย ฟิล ชิลเลอร์ รองประธาน ฝ่ายการตลาดทั่วโลก แอปเปิล ระบุว่า ยอดจำหน่ายของ New iPad ถือเป็นการเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเมื่อเทียบกับการจำหน่าย 2 ครั้งที่ผ่านมา
       "ผู้บริโภคหลงไหลกับฟีเจอร์ที่แปลกใหม่ของ iPad รวมถึงหน้าจอ Retina display และอดใจรอไม่ไหวที่จะเห็นผู้บริโภคอีกจำนวนมาก จะได้ซื้อไอแพดในวันศุกร์นี้"
       โดย New iPad เริ่มจำหน่ายในช่วงวันศุกร์ที่ 16 มีนาคม ที่ผ่านมาใน สหรัฐฯ ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เปตโตริโก้ สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ และจำหน่าย เพิ่มอีก 24 ประเทศ ในวันที่ 23 มีนาคมนี้ 8.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นใน ออสเตรีย เบลเยียม บัลแกเรีย เช็ก เดนมาร์ก ฟินแลนด์ กรีซ ฮังการี ไอส์แลนด์ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลิเคสไตน์ ลักแซมเบิร์ก มาเก๊า แมกซิโก เนเธอแลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย สโลวาเกีย สโลวีเนีย สเปน และ สวีเดน
       ทั้งนี้สถิติการจำหน่าย iPad 2 เมื่อช่วงเริ่มวางจำหน่ายในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 1 ล้านเครื่องภายใน 1 สัปดาห์ ตามรายงานของรอยเตอร์ ขณะที่สมัย iPad รุ่นแรก สามารถทำยอดจำหน่ายได้ 3 แสนเครื่องในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งในขณะนั้นเกิดปัญหาสายพานการผลิต ทำให้ไม่สามารถผลิตได้ทัน ส่วนล่าสุด iPhone 4S ทำสถิติ 4 ล้านเครื่อง ในสัปดาห์แรก ซึ่งรวมการจองล่วงหน้าด้วย
Company Relate Link :
Apple

นางแบบสาวเวียดนาม ชะเวิบชะวาบ หนองโพกระเพื่อม

เหวียนถายห่า (Nguyễn Thái Hà) ขึ้นชื่อลือชาในความเป็นสาวมั่น เป็นนางแบบที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง และ ยังมีงานแสดงเข้าเป็นระยะๆ งานหลังนี้เองทำให้ผู้ปกครองเป็นเดือดเป็นร้อนทุกครั้งที่ภาพชะเวิบชะวาบของ เธอแพร่ผ่านสื่อต่างๆ. -- Người Đưa Tin

สื่อออนไลน์ในเวียดนามกำลังรุมก่น เหวียนถายห่า (Nguyễn Thái Hà) นางแบบสาว หลังจากภาพนิ่งและวิดีโอคลิปของเธอกระฉ่อนว่อนเน็ตในช่วงสองวันมานี้ เธอทำให้เวทีประกวดร้องเพลงร้อนระอุและผู้ชมผู้ฟังตาค้าง
       ถายห่ามาในชุดสีเขียวดีไซน์แปลกแหวกแนว .. แหวกจริงๆ.. ตอนที่เธอเคลื่อนไหวบนเวทีทำให้ปทุมถันผลุบๆ โผล่ๆ ไปตามจังหวะ ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องด้วยความพึงพอใจของผู้คนหน้าเวที แต่เสียงก่นก็เริ่มตามมาในวันรุ่งขึ้น
       เหตุเกิดคืนวันเสาร์ 18 ก.พ.ในนครโฮจิมินห์ เมื่อสาวเจ้าได้รับเชิญไปร่วมงานประกวดร้องเพลงนัดหนึ่ง และได้ขึ้นโชว์ทั้งร้องทั้งเต้น เสียงของเธอไม่เท่าไร ท่าเต้นนั้นเหลือร้าย แต่ถายห่าไม่รู้สึกปริวิตกอะไร
       แฟนๆ ที่รู้จักเธอดี จะรู้ว่าเธอมีรสนิยมแต่งเนื้อแต่งตัวออกแนวแฟนซี และกล้าทำในสิ่งที่นางแบบทั่วไปไม่กล้า เพราะฉะนั้นเรื่องผลุบๆ โผล่ๆ จึงเป็นเรื่องจิ๊บๆ ที่ผ่านมาเคยโป๊ยิ่งกว่านี้หลายเท่า และแฟนๆ ต่างชื่นชอบ
       อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ปกครองทางบ้านไม่ชอบและไม่มีความสุข เนื่องจากเกรงๆ ลูกหลานจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เสียงก่นด่าจึงดังขรม ในชั่วเวลาเพียงข้ามวันเท่านั้น
       ไปดูภาพส่วนหนึ่งของเธอจากหนังสือพิมพ์ออนไลน์เหงื่อยเดือติน (Người Đưa Tin) และ ภาพอดีตเมื่อไม่นานมานี้อีกจำนวนหนึ่งโดยสำนักข่าวเวียดนามเอ็กซ์เพรส.

 


 

 

วิทนีย์ ฮุสตัน นักร้องดีวาชื่อดัง ​เสียชีวิตลง​แล้วด้วยวัย 48 ปี

ข่าวต่างประ​เทศรายงานข่าวว่า วิทนีย์ ฮุสตัน นักร้องดีวาชื่อดัง ​เสียชีวิตลง​แล้วด้วยวัย 48 ปี ​เมื่อบ่ายวัน​เสาร์ที่ผ่านมา(11 ก.พ.55) ตาม​เวลาท้องถิ่น ​โดยรายละ​เอียด​เกี่ยวกับ​การ​เสียชีวิตยัง​ไม่มี​การ​เปิด​เผย​แต่อย่าง​ ใด ​ซึ่งข่าว​การ​เสียชีวิตของวิทนีย์ นับ​ได้ว่า ​เป็นข่าวช็อคที่สุดของวง​การ​เพลง ​ซึ่ง​เกิดขึ้นก่อน​การประกาศผลรางวัล​แกรมมี อวอร์ดส์ ​ในอีก​ไม่กี่ชั่ว​โมงข้างหน้า

วิทนีย์ ฮุสตัน นับ​ได้ว่า​เป็นศิลปินที่ทรงอิทธิพลต่อดีวารุ่นหลัง​เป็นอย่างมาก ​แต่​ในช่วงหลังๆ วิทนีย์ มีปัญหา​เกี่ยวกับ​การ​ใช้ยา​เสพติด ​โดย​เธอ​เคยยอมรับว่า ติดยา​เสพติดหลายขนาน​ทั้ง​โค​เคน, กัญชา ​และยาอื่นๆ อีกสารพัดชนิด ​และส่งผลต่องานของตัว​เธอ​เอง​ในที่สุด

วิทนีย์ ฮูสตัน (Whitney Houston) ​หรือชื่อจริงว่า วิทนีย์ ​เอลิซา​เบธ ฮูสตัน (Whitney Elizabeth Houston)(​เกิดวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2506) ​เป็นนักร้อง​เพลงป็อป/อาร์​แอนด์บี ​เจ้าของ​เพลงดังอย่าง I Will Always Love You,Saving All My Love For You ​และ Greatest Love Of All ​เป็นต้น

วิทนีย์ ​เกิดที่ น้วก รัฐนิว​เจอร์ซีย์ ​เป็นลูกของซิสซี ฮูสตัน นักร้องกอส​เปลชื่อดัง ส่วนดิออน วอริค ​เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ​เธอ วิตนีย์​เริ่มร้องประสาน​เสียง​ใน​โบสถ์​และ​ได้​เป็น​ผู้ร้องนำ ครั้ง​แรก​เมื่ออายุ​เพียง 12 ปี ​เริ่ม​เข้าวง​การฐานะนักร้องประสาน​เสียง (​เคยร่วมงาน กับชาก้า คาน ​และ​ไปปรากฏตัว​ในคอน​เสิร์ตของคุณ​แม่อยู่บ่อย ๆ) ต่อมา​ก็ก้าว​เข้าสู่​โลก นาง​แบบ​เมื่อปี 2524 ​เธอ​เคย​เป็นปก​ให้นิตยสารกลา​เมอร์ ​และ​เซ​เว่นทีน

อัลบั้ม​แรก Whitney Houston ออกขาย​ในปี 2528 ​โดยมี​เพลงฮิต​เพลง​แรกคือ "You Give Good Love" ขึ้นสูงสุดอันดับ 3 ​ในอ​เมริกา ตามมาด้วย​เพลงอันดับ 1 อีก 3 ​เพลงคือ "Saving All My Love for You", "How Will I Know" ​และ "Greatest Love of All"

อัลบั้ม Whitney ​ในปี พ.ศ. 2530 สร้างประวัติศาสตร์ด้วย​การ​เป็นอัลบั้มของศิลปินหญิงชุด​แรก ที่​เข้าอันดับสัปดาห์​แรก อันดับที่ 1 ​ในนิตยสารบิลบอร์ด วิตนีย์สร้างสถิติ​ใน​การ มีซิง​เกิลที่ติดอันดับ 1 ​ถึง 7 ​เพลงติดต่อกัน รวม​ทั้ง "I Wanna Dance With Somebody (Who Loves Me)", "So Emotional" ​และ "Where Do Broken Hearts Go" หลังจากนั้นอีก 3 ปี วิตนีย์​ก็ออกอัลบั้ม I'm Your Baby Tonight ​ซึ่งมี​เพลงฮิตอีกมากมายหลาย​เพลง รวม​ทั้งซิง​เกิล​ในชื่อ​เดียวกันกับอัลบั้ม ซิง​เกิล "I'm Your Baby Tonight" ขึ้น​ถึงอันดับ 1 ตามมาด้วย​เพลงอันดับ 1 "All the Man That I Need" ขึ้นชาร์ตบิลบอร์ดนาน 2 สัปดาห์

​ในปี พ.ศ. 2535 วิทนีย์​แต่งงานกับนักร้องหนุ่มบ็อบบี้ บราวน์ ​และยัง​แสดงภาพยนตร์​เป็นครั้ง​แรกคู่กับ​เควิน คอสท์​เนอร์ ​เรื่อง The Bodyguard ภาพยนตร์​เรื่องนี้​ได้รับ​ความนิยม ตัว​เพลงประกอบภาพยนตร์​เรื่องนี้คือ ​เพลง "I Will Always Love You" ครองอันดับ 1 อยู่นาน​ถึง 14 สัปดาห์ นอกจากนี้ อัลบั้ม​เพลงประกอบภาพยนตร์​เรื่อง The Bodyguard ยัง​ได้รับรางวัล​แกรมมี สาขาอัลบั้ม​แห่งปี ​ในปี 2536 อีกด้วย

ด้วยวิทนีย์​ก็ยังคงมีงาน​แสดงภาพยนตร์ควบคู่​ไปกับงาน ​เพลงต่อ​ไป​โดยมีภาพยนตร์ที่ประสบ​ความสำ​เร็จอย่าง สูง​เรื่อง Waiting To Exhale ​ในปี พ.ศ. 2538 ​เปิดตัวด้วย​เพลงอันดับ 1 "Exhale (Shoop Shoop)

หลังจากนั้นอีก 1 ปี วิทนีย์​ก็​ได้​แสดงภาพยนตร์​เรื่อง The Preacher's Wife คู่กับ​เดน​เซล วอชิงตัน ​ซึ่งประสบ​ความสำ​เร็จอย่างมาก​เช่นกัน ​และ​เพลงประกอบภาพยนตร์ ​เรื่องนี้​ก็ติดอันดับ​เพลงกอส​เปลของนิตยสารบิลบอร์ด

​เธอ​ได้​เข้าวง​การ​โทรทัศน์​ในปี 1997 กับราย​การภาพยนตร์ชุดทางทีวี​เรื่อง Cinderella ​ซึ่งกลาย​เป็นราย​การที่​เรียก​เรตติ้ง​ได้สูงสุด ​ในรอบกว่า 10 ปีของ​เอบีซีของสถานี​โทรทัศน์​เอบีซี ราย​การดังกล่าว​เป็นราย​การคืนวันอาทิตย์ ของ​เอบีซี ที่มี​ผู้ชมสูงสุด​ในรอบทศวรรษ

​ในปี พ.ศ. 2541 วิตนีย์ออกอัลบั้ม My Love Is Your Love ชุด​แรก​ในรอบ 8 ปีที่​ไม่​ใช่อัลบั้ม​เพลงประกอบภาพยนตร์ อัลบั้มนี้​เธอ​ทำงานร่วมกับ ​ไวคลีฟ จีน, มิสซี ​เอล​เลียต, ลอรีน ฮิลล์ ​และ​เบบี​เฟส ​โดย​เพลง​แรก "When You Believe" ที่ร้องคู่กับมารายห์ ​แครี ​และ​เป็น​เพลงประกอบภาพยนตร์​แอนิ​เมชัน​เรื่อง The Prince of Egypt ​เพลงนี้​ได้รับรางวัลออส​การ์ ​ในสาขา​เพลงประกอบภาพยนตร์ยอด​เยี่ยมด้วย ซิง​เกิลต่อมา "Heartbreak Hotel" (ร่วมร้องกับ ​เฟธ อีวานส์ ​และ ​เคลลี ​ไพรซ์), "It's Not Right but It's Okay" (​เพลงนี้ชนะรางวัล​แกรมมี ​ซึ่ง​เป็นตัวที่ 6 ของ​เธอ ) ​และ "My Love Is Your Love" ขึ้นชาร์ทติด1 ​ใน 5

ต่อมา​เธอ​ได้ร่วมร้อง​เพลง​ในงาน VH1 Diva's Live '99 ร่วมกับนักร้องดีวาส์อย่าง ​แมรี ​เจ. ​ไบลจ์, ทีน่า ​เทอร์​เนอร์, ​แชร์, ​และ ชากา คานห์

​ในปี พ.ศ. 2543 ​เธอออกอัลบั้มคู่ รวม​เพลงฮิตที่​ใช้ชื่อง่าย ๆ ว่า The Greatest Hits มี​เพลงที่ร้องกับ ​เอนริ​เก้ อี​เกล​เซียส ชื่อ "Could I Have This Kiss Forever", จอร์จ ​ไม​เคิล ​เพลง "If I Told You That" ​และ ​เด็บ​เบอราห์ ค็อกซ์ ​เพลง "Same Script, Different Cast"

อัลบั้ม Just Whitney ออกวางขาย​ในปี พ.ศ. 2545 ​ไม่ประสบ​ความสำ​เร็จ​เท่าที่ควร

​ในวันที่ 31 สิงหาคม 2009 วิทนีย์​ได้ออกอัลบั้ม I Look To You ​เป็นอัลบั้ม​ในรอบ 7 ปี สามารถขึ้นอันดับ 1 ​ในบิลบอร์ดชาร์ต​ในสัปดาห์​แรก มี​เพลง​โปร​โมตชื่อ "I Look To You" มีทีมงานที่​เก่งกาจมาช่วย​โปรดิว​เซอร์ ​เช่น Stargate,Akon,Swizz Beat ​และอีกมากมาย

พลิกโลกล่า ภาพศิลป์ที่หายไปของ “มายเฟืองถวี”

image
ชาวเน็ตจำนวนมากกำลังออกไล่ล่า “ภาพที่หายไป” จำนวน 2 ภาพของ มายเฟืองถวี (Mai Phương Thúy) หลังจากที่ได้มีการเปิดเผยเรื่องนี้ผ่านสื่อประชาคมออนไลน์ภาษาเวียดนาม ทั้งหมดเป็นภาพที่ถูกคัดออกจากภาพชุดที่กำลังอื้อฉาวในหมู่ประชาคมชาวเว็บใน ขณะนี้
       วันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการนำเอาภาพของ “น้องเฟือง” ขึ้นเผยแพร่บนเว็บไซต์แห่งหนึ่ง จำนวน 8 ภาพ มิสเวียดนาม 2549 อยู่ในชุดประจำชาติสีขาวบางเบาในหลายอิริยาบถ ภายใต้ธีม “ความงามแห่งฤดูใบไม้ผลิ”
       ทั้งหมดผลงานของ ฟัมก๊วกฮวี (Phạm Quốc Huy) ช่างภาพแฟชั่นที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ซึ่งไม่เคยเผยแพร่มาก่อน และไม่มีคำอธิบายว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ ก็จึงแพร่ออกมาในช่วงนี้ ขณะที่ฤดูใบไม้ผลิในเวียดนามกำลังจะผ่านไป
       ในหลายภาพ น้องเฟือง อยู่ในอิริยาบถที่ยั่วยวน และ จงใจอวดส่วนโค้งส่วนเว้า ซึ่งทำให้สมาชิกประชาคมออนไลน์เป็นเดือดเป็นแค้น
       “เดือด” ก็เพราะว่าน้องเฟืองอยู่ในชุดอ๋าวหย่าย และ จงใจจะให้มองเห็นทะลุปรุโปร่งถึงข้างใน เป็นการทำลายภาพลักษณ์อันงดงามของชุดประจำชาติ ที่หญิงสาวชาวเวียดนามทั้งในและนอกประเทศ รักและหวงแหน
       “แค้น” ก็เพราะว่ามายเฟืองถวีนั้น เป็น “โรลโมเดล” หนึ่งในสังคม เป็นสาวงามที่ “งามอย่างมีคุณค่า” ที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ปะเทศเคยมี และไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะเป็นบัณฑิตใหม่ของมหาวิทยาลัยการค้าต่างประเทศ กรุงฮานอย
       หลายปีมานี้เฟืองทำงานการกุศลช่วยเหลือสังคมมาสม่ำเสมอ เธอออกแรงระดมทุนเข้ามูลนิธิช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสได้นับล้านดอลลาร์ ลงทุนถ่ายภาพ “นู้ดเพื่อการกุศล” ก็ทำมาแล้ว ปัจจุบันยังเป็น “แม่อุปถัมภ์” และแม่พระของเด็กๆ หลายร้อยคน ตามสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทั้งในฮานอยและนครโฮจิมินห์
       ก็สมแล้วที่แฟนๆ พันธุ์แท้จะต้อง “แค้น”
       ชาวเว็บจำนวนไม่น้อยได้ออกมาต่อต้านภาพชุด “ความงามแห่งฤดูใบไม้ผลิ” โดยชี้ว่าสาวสวยจงใจที่จะเปิดเผยส่วนโค้งส่วนเว้า ทำลายภาพพจน์อันดีงามของหญิงสาวในอ๋าวหย่าย จงใจจะเปิดเผยความเซ็กซี่แห่งเรือนร่าง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของน้องๆ เยาวชนที่ติดตามผลงานของเธอมาตลอด
       บางเสียงบอกว่า น้องเฟืองกำลังทำลายตัวเองด้วยรูปภาพที่ไม่ควรจะเผยแพร่ และไม่ควรจะถ่ายออกมา เสียด้วยซ้ำไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ
image
       แต่อีกฝั่งหนึ่ง กองเชียร์ก็เสียงดังไม่แพ้กัน บางคนบอกว่า น้องเฟืองในชุดอ๋าวหย่ายสีขาวบริสุทธิ์ ดูบอบบางและโปร่งใสราวแผ่นกระจก นี่คือ งานศิลปะชิ้นเยี่ยมที่ไม่ควรจะมองเป็นอย่างอื่น
       ฯลฯ
       เวียดนามเอ็กซ์เพรส ซึ่งเป็นสำนักข่าวภาษาเวียดนามยอดนิยมได้โทรศัพท์ถึงเจ้าตัว ถึงช่างภาพ รวมทั้งทีมงานในการถ่ายภาพชุดนี้เพื่อขอคำอธิบาย แต่ก็ไม่มีผู้ใดรับสาย
       จนกระทั่งในวันอังคาร 7 ก.พ.ที่ผ่านมา มายเฟืองถวี จึงมีอีเมลฉบับหนึ่งไปให้ข้อมูลคลายความสงสัย ทั้งยังขอโทษต่อผู้คนส่วนหนึ่งในสังคมที่ไม่เห็นด้วยกับภาพชุดที่แพร่ออกไป
       เธอกล่าวว่า ภาพชุดนี้ถ่ายตั้งแต่ 3-4 ปีที่แล้ว ซึ่งขณะนั้นอายุ 19 หรือ 20 ปี ส่วนหนึ่งของภาพชุดเดียวกันเผยแพร่ไปก่อนหน้านี้ และยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้เผยแพร่
       แต่ทั้งหมดนี้เธอได้ปฏิบัติตามข้อตกลงกับช่างภาพ สไตลิสต์ เมคอัพอาร์ทิสต์ อย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันทำให้งานออกมาดีที่สุด และไม่ได้คิดว่าหลังจากเผยแพร่ออกไปจะเกิดมีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างกว้างขวาง เช่นในขณะนี้
       “ในงานภาพถ่ายย่อมจะมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีทั้งฝ่ายที่มองเป็นศิลปะกับฝ่ายที่มองเป็นลามกอนาจารหรือกระทั่งเป็นสิ่ง ที่เลวร้าย...” น้องเฟือง กล่าวในอีเมล์ที่ส่งถึงเวียดนามเอ็กซ์เพรส
       “หนูขออภัยต่อท่านทั้งหลายที่อาจจะรู้สึกไม่ดีต่อภาพชุดนี้ และขอโอกาสที่จะทำให้ดีขึ้น เพื่อจะได้รับใช้สังคมได้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป” มิสเวียดนาม 2549 กล่าว
       ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ออนไลน์เหงื่อยดัวติน (Người Đưa Tin) ข่าวสารกฎหมายกับชีวิตประจำวัน ยังมีภาพในชุดเดียวกันนี้อีก 2 ภาพที่ทีมงานคัดออกไปไม่นำออกเผยแพร่ เนื่องจากเห็นว่า มีความล่อแหลมต่อความรู้สึกของผู้คนในสังคมส่วนหนึ่ง
       ข้อมูลบรรทัดนี้ได้ทำให้นักล่าหน้าจอทั้งหลายอยู่ไม่สุข ออกถามไถ่ตามหากันจ้าละหวั่น หลายคนเชื่อว่าภาพเหล่านี้ยังอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกไซเบอร์.
image
image
image
image
image
image

ดินไหวรุนแรงเขย่าเปรู บาดเจ็บนับร้อย-บ้านเรือนพังถล่ม


       เอเอฟพี - แผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.3 เขย่าพื้นที่ตอนกลางของเปรูเมื่อเช้าวันจันทร์(30)ตามเวลาท้องถิ่น ทำอาคารหลายแห่งได้รับความเสียหาย ไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างและมีผู้ได้รับบาดเจ็บนับร้อยคน
      
       สถาบันป้องกันพลเรือนของเปรูระบุว่าจากการประเมินเบื้องต้นพบว่ามี ผู้ได้รับบาดเจ็บราว 119 คนและบ้านเรือนราษฎร 16 หลังได้รับความเสียหายในแคว้นอีกา ขณะที่อาคารอย่างน้อย 10 แห่งไม่แข็งแรงพอสำหรับพักอาศัย อย่างไรก็ตามไม่มีรายงานว่าพบผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด
      
       ทั้งนี้ข้อมูลของสถาบันป้องกันพลเรือนระบุว่าผู้ได้รับบาดเจ็บนับ ร้อยคนนั้นเกือบทั้งหมดอาการไม่รุนแรงนัก อาทิกระดูกแตก ศีรษะได้รับกระทบกระเทือนเล็กน้อยและมีรอยบาดแผลจากวัตถุตกใส่ และพวกเขาได้เข้ารับการรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆแล้ว อย่างไรก็ตามคาดหมายว่าตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บน่าจะมากกว่านี้ เนื่องจากข้อมูลนี้ยังไม่รวมชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
      
       สำนักธรณีวิทยาสหรัฐฯระบุว่าแผ่นดินไหวความรุนแรงระดับ 6.3 ครั้งนี้เกิดขึ้น ณ เวลา 0.11 น.(ตรงกับเมืองไทย 12.11 น.) โดยมีศูนย์กลางห่างจากเมืองอีกา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเปรูราว 23 กิโลเมตร ลึกลงไปใต้ดิน 39 กิโลเมตร
      
       สิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุดคือบ้านเรือนราษฎรใน เขตชุมชนแออัดต่างๆที่เต็มไปด้วยเหล่าอาคารที่สร้างจากอิฐ ซึ่งสามารถพบเห็นรอยร้าวขนาดใหญ่ตามกำแพงตึกหลายหลัง ในจำนวนนั้นรวมไปถึงมหาวิหารของเมืองอีกา ที่เคยได้รับความเสียหายมาแล้วหนหนึ่งจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2007
      
       แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวก่อความตื่นตระหนกแก่ชาวบ้านในแคว้นอีกา ปิสโก รวมถึงในเมืองปัลปา แนสกาและคาเนเต ขณะที่ประชาชนหลายสิบคนในอีกา ถึงขั้นขอหลับนอนตามสวนสาธารณะและสนามหญ้าต่างๆ เนื่องจากกังวลว่าอาจเกิดอาฟเตอร์ช็อคตามมา
      
       แผ่นดินไหวครั้งนี้สามารถรับแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยได้ถึงเมืองหลวง ของเปรูและพื้นที่ทางตอนกลางของภาคตะวันตก ขณะเดียวกันก็มีรายงานกระแสไฟฟ้าและโทรศัทพ์ขัดข้องในแคว้นอีกาและพื้นที่ ล้อมรอบ อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ก็สามารถกูคืนไฟฟ้าได้แล้ว
      
       เหตุธรณีพิโรธเขย่าขวัญประชาชนชาวเปรูเป็นอย่างมาก หลังจากเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2007 แคว้นอีกาแห่งนี้ก็เคยผจญกับแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 8.0 ที่คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 500 ศพและมีผู้ได้รับบาดเจ็บราว 200,000 คน