รอยเตอร์/เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์- สื่อต่างประเทศรายงาน รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการป้องกันน้ำท่วมอย่างทันท่วงทีในปีนี้ ทั้งที่รัฐบาลชุดนี้เคยมีประสบการณ์จากมหาอุทกภัยครั้งเลวร้ายเมื่อปีก่อน ส่งผลให้ในเวลานี้ พื้นที่กว่า “1 ใน 4” ของประเทศไทย มีอันต้องจมอยู่ใต้น้ำ ไม่เว้นแม้แต่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่เต็มไปด้วยโบราณสถานล้ำค่าอย่าง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะที่คนไทยอีกหลายล้านชีวิตได้รับผลกระทบซ้ำเติม ทั้งที่ยังไม่ทันได้ฟื้นตัวจากความเสียหายของอุทกภัยครั้งก่อน
รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ และสื่อต่างประเทศอีกหลายสำนักระบุว่า สังคมไทยกำลังวิตกกังวลกับความล้มเหลวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการป้องกันน้ำท่วมในปีนี้ ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปแล้วอย่างน้อย 4 รายขณะที่ประชาชนอีกหลายพันคนทางภาคเหนือของไทยต้องทิ้งบ้านเรือนของตนเพื่อ เอาชีวิตรอด หลังฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้น้ำในแม่น้ำหลายสายเอ่อล้นเข้าท่วมบ้าน เรือนตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ระดับน้ำในบางจังหวัดของไทยสูงกว่า 1 เมตร
สื่อต่างประเทศระบุว่า ภาพที่ชาวบ้านต้องเดินลุยน้ำท่วมซึ่งสูงถึงระดับเอว และภาพของการกั้นกระสอบทรายรอบร้านค้าและบ้านเรือนในจังหวัดสุโขทัย หนึ่งในเมืองหลวงเก่าของไทย ที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เมืองหลวงปัจจุบันไปทางเหนือราว 430 กิโลเมตร ทำให้หลายคนหวนนึกถึง “ฝันร้าย” จากเหตุน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปมากกว่า 800 ศพ และฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2011 ที่ผ่านมาอยู่แค่ 0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
“รอยเตอร์” สำนักข่าวระดับโลกซึ่งมีฐานอยู่ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1851 ชี้ว่า แม้อุทกภัยที่เกิดขึ้นล่าสุดในไทยดูจะไม่รุนแรงเหมือนเมื่อปีที่แล้ว แต่ภัยพิบัติครั้งใหม่อาจส่งผลร้ายกับรัฐบาลชุดปัจจุบันของไทยภายใต้การนำ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรค “เพื่อไทย” ที่ถูกโจมตีอย่างหนักจากสังคมไทยจาก “การบริหารจัดการที่ผิดพลาด” ต่อวิกฤตอุทกภัยในปี 2011
ด้าน “ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล” หนังสือพิมพ์รายวันยักษ์ใหญ่ ซึ่งมีฐานอยูที่มหานครนิวยอร์กของสหรัฐฯ และมียอดจำหน่ายถึงวันละกว่า 2.1 ล้านฉบับ ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอีกในปีนี้จนหลายพื้นที่ของไทยต้องจมอยู่ใต้น้ำภายใน ระยะเวลาอันรวดเร็วนั้น ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า มาตรการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะในเขตที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ จะสามารถต้านทานกระแสน้ำในปีนี้ได้หรือไม่ ทั้งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ ทุ่มงบประมาณของประเทศไปกว่า 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.4 แสนล้านบาท) เพื่อวางแผนรับมือน้ำท่วมในปีนี้ หวังสร้างความเชื่อมั่นให้คนไทยและนักลงทุนต่างชาติ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลไทยยังมิอาจตอบคำถามสังคมได้ว่า “เพราะเหตุใดน้ำจึงท่วมอีก? ” ทั้งที่เป็นที่ทราบกันดีว่า ปริมาณฝนในปีนี้น้อยกว่าปีที่แล้วถึง 20 เปอร์เซ็นต์
สื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดังของสหรัฐฯฉบับนี้ยังชี้ว่า น้ำท่วมที่จังหวัดสุโขทัย แสดงให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มัวแต่ ให้ความสำคัญกับระดับน้ำในเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก และที่เขื่อนสิริกิต์ในจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่กลับมองข้ามการรับมือกับน้ำฝนปริมาณมากที่ตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่ “ใต้” เขื่อนใหญ่ทั้งสอง ขณะเดียวกัน อุทกภัยที่เกิดขึ้นในปีนี้ยังแสดงให้เห็นความขัดแย้งที่เด่นชัดในเรื่องของ การบริหารจัดการน้ำระหว่างรัฐบาลไทย กับคณะผู้บริหารของกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทยที่เป็นบ้านของประชากรไม่ต่ำกว่า 8.3 ล้านคน ที่ดูเหมือนว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะมีจุดยืนในการรับมือกับน้ำท่วมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
“เอาไม่อยู่” สื่อนอกตีข่าว “รบ.ปู” ล้มเหลวอีกป้องกันน้ำท่วม ส่งผลพื้นที่ 1 ใน 4 ของไทย “จมบาดาล”
วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555 at 13:49 Posted by Hitme
Labels: ข่าวการเมือง, ข่าวเศรษฐกิจ, ข่าวสังคม 0 comments
“สรรพากร” เปิดโปง “10 กลวิธี” โกงภาษี! “พลอย” แค่จิ๊บๆ-ผู้รับเหมาคราบนักการเมืองแสบสุด
วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555 at 09:34 Posted by Hitme
สรรพากรสรุป 10 วิธีที่บรรดาคนรวย-นักธุรกิจ-นักการเมือง ใช้ในการเลี่ยงภาษี ยิ่งกว่า ‘ดารา’ ชี้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีนักการเมืองเป็นเจ้าของ “ซิกแซ็ก” หลายรูปแบบ แถมยกระดับคนงานเป็นผู้รับเหมาช่วงเพื่อหลบภาษีได้ง่ายๆ ส่วนกลุ่มอสังหาฯ ก็งัดวิชามารเลี่ยงภาษีกันเห็นๆ ขณะที่บริษัทส่วนใหญ่เลือกแต่งบัญชีเท็จเพื่อให้เจ้าของและหุ้นส่วนรวยทั่ว หน้า สรรพากรบ่นใช้กฎหมายเล่นงานพวกโกงภาษีไม่ได้เพราะถูกนักการเมืองบีบ ‘พวกข้าใครห้ามแตะ’
กรณี พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ ที่มีความขัดแย้งกับบริษัทออร์แกไนซ์ จนเป็นที่มาของการเปิดโปงให้สาธารณชนได้รับรู้ว่า เธอใช้บัตรประชาชนของพ่อคนขับรถเธอเอง มารับเงินแทนเพื่อจะได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ของเงินที่ได้รับ แทนที่จะถูกหักร้อยละ 5 ตามกฎหมาย
นี่คือเหตุผลสำคัญที่กระทรวงการคลังมอบหมายให้กรมสรรพากร เตรียมเปิดเวทีเชิญดารานักแสดง พิธีกร นักกีฬาที่เป็นบุคคลสาธารณะ มารับฟังแนวทางการเสียภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีแก่ประชาชนทั่วไปในการเสียภาษีต่อไป
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวจากกรมสรรพากร ระบุว่า การเลี่ยงภาษีที่เกิดขั้นนั้นไม่ใช่มีเฉพาะอาชีพดารา หรือกรณีข่าวของ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร (ดามาพงศ์-ชินวัตร) อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเลี่ยงภาษีอากร มูลค่า 546 ล้านบาทเท่านั้น
แต่ข้อเท็จจริงแล้ว มีบุคคลที่มีรายได้สูงจำนวนมาก โดยเฉพาะบรรดานักธุรกิจการเมือง หรือนักการเมืองที่มีอิทธิพลต่างๆ ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด ล้วนแต่หาช่องทางที่จะเลี่ยงภาษีเพื่อให้เขาและบริษัทของเขาจ่ายภาษีน้อยที่ สุดเท่าที่กฎหมายเปิดช่องไว้
“มันเป็นการวางแผนภาษีเพื่อให้จ่ายน้อยที่สุด ซึ่งจะทำอย่างนี้ได้ต้องมีคนชี้แนะ ตั้งแต่นักบัญชี บริษัทที่ปรึกษาทางบัญชี และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรร่วมกันดำเนินการให้”
สำหรับกลวิธีในการเลี่ยงภาษีที่นิยมกระทำกันตลอดมาทั้งในส่วนของการ เสียภาษีบุคคลและในรูปนิติบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสรรพากร ได้สรุปให้ “ASTV ผู้จัดการรายวัน” ฟัง ประกอบด้วย
1. การตั้งตัวแทนเชิด คือ การตั้งบุคคลอื่นหรือบริษัทเป็นผู้มีรายได้และเสียภาษีแทนตน ซึ่งมีผลให้ตัวเองเสียภาษีน้อย หรือหากมีปัญหาฟ้องร้องทางกฎหมายก็จะยากขึ้น กรณีเช่นนี้ก็เหมือนกับที่พลอย เฌอมาลย์ ให้คุณลุงวัย 77 ปี รับเงินแทนเพื่อประหยัดภาษีนั่นเอง
สำหรับวิธีการตั้งตัวแทนเชิดนั้น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งส่วนใหญ่บรรดานักการเมืองทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ล้วนเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งคนกลุ่มนี้กรมสรรพากรอยากจะบอกว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่เลี่ยงภาษีมากใน อันดับต้นๆ
โดยเฉพาะบริษัทรับเหมาก่อสร้างราย ใหญ่ จะใช้วิธีหารายชื่อคนงานแล้วให้คนงานของตนเองเป็นผู้รับเหมารายย่อย โดยเงื่อนไขสำคัญของคนที่จะถูกเชิดให้เป็นผู้รับเหมารายย่อยนั้นต้องไม่ให้ มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท เพื่อเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
“จุดประสงค์ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้เขาประหยัดภาษีมากขึ้น ซึ่งความจริงเงินจำนวนที่ถูกถ่ายออกไปก็เข้ากระเป๋าพวกเขากันเอง”
นอกจากบรรดาบริษัทรับเหมาก่อสร้างจะนิยมใช้วิธีการดังกล่าวแล้ว กรมสรรพากรยังพบว่าบรรดากิจการขนส่งสินค้าก็นิยมกระทำเช่นกัน ด้วยการเอาชื่อลูกน้องในการรับส่งสินค้าแทน เพื่อหลีกเลี่ยงรายได้แท้จริงของตนเอง
2. การตั้งคณะบุคคล เป็นการก่อตั้งคณะบุคคลหลายๆ คณะ จุดประสงค์เพื่อแตกฐานเงินได้ให้เล็กลง โดยมีชื่อตนเองในทุกคณะ ทำให้เสียภาษีน้อยลง และยังสามารถหักค่าใช้จ่ายในแต่ละคณะได้อีก
“พวกที่มีอาชีพอิสระ ที่ปรึกษา ศิลปินดารา หรือพวกที่มีรายได้สูงๆ นิยมทำมาก อย่างดาราที่เป็นข่าวโด่งดังก็ ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่ใช้วิธีการนี้เลี่ยงภาษี ซึ่งชมพู่บอกว่าที่ทำแบบนี้เพราะไม่รู้และได้รับคำแนะนำจากเพื่อนๆ ยืนยันว่าต่อไปเธอจะไม่ใช้วิธีนี้ เพราะเท่ากับเป็นการโกงภาษีรัฐ” แหล่งข่าวกรมสรรพากร ระบุ
3. ทำให้บริษัทขาดทุน วิธีการนี้เป็นที่นิยมทำกันแพร่หลายในทุกๆ ประเภทกิจการ โดยเฉพาะบริษัทรับเหมาก่อสร้าง จะใช้วิธีการสร้างรายจ่าย หรือบิลรายจ่ายมาเบิกบริษัทให้มากที่สุด เมื่อถึงปลายปีก็จะพบว่าบริษัทขาดทุนและไม่สามารถเสียภาษีได้ ส่วนที่มีการหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว ก็มีโอกาสจะได้คืน เนื่องจากบริษัทไม่มีกำไรและยังขาดทุน
ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้เข้าไปตรวจสอบและพบว่าบริษัทเหล่านี้มีการกระทำอีกหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ให้บริษัทกู้ยืมเงินจากกรรมการบริษัทของตนเองเพื่อหลบยอดรายได้หรือยอดขาย และเพิ่มค่าใช้จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยบริษัท
“นักการเมืองบางคนใช้ชื่อบริษัทสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง แต่ปรากฏว่าเอาวัสดุที่ซื้อไปก่อสร้างบ้านตัวเองราคาหลายล้าน แต่กลับนำบิลมาเบิกเป็นรายจ่ายบริษัทแทน”
เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเล่าอีกว่า ที่น่าตลกที่สุด บริษัทรับเหมาก่อสร้างทำถนน แต่กลับมีการสั่งซื้อ “สี” เป็นจำนวนมากมาหักภาษีซื้อ และยังมีการนำบิลรายจ่ายอื่นๆ ที่ใช้เป็นการส่วนตัว แล้วมีการแต่งตัวเลขให้สูงขึ้น จากนั้นนำมาตัดจ่ายในบัญชีของบริษัท
4. การหลบยอดขายและยอดซื้อ ซึ่ง หมายถึงบริษัทมีการแต่งบัญชีโดยให้ยอดขายเกิดขึ้นเท่าที่ต้องการจะเสียภาษี เช่นมียอดขายสินค้า 200 รายการ แต่มีการเปิดบิลหรือมียอดขายตามบิลแค่ 80 รายการ ซึ่งวิธีนี้บรรดาบริษัท ห้างหุ้นส่วน นิยมกระทำมาก
“พวกนี้จะนิยมแต่งบัญชี คือเขาจะมีบัญชี 1 และบัญชี 2 ซึ่งเขาจะรู้ว่าบัญชีไหนไว้ใช้ยื่นเสียภาษี ซึ่งจริงๆ แล้วมันผิดกฎหมาย แต่โทษบ้านเราก็แค่ปรับ พวกนี้จึงไม่เกรงกลัว”
5. การซื้อใบกำกับภาษี ที่ นิยมกันก็คือการซื้อใบกำกับภาษีซื้อของผู้ประกอบการค้าน้ำมันมาเป็นยอดราย จ่ายของบริษัทตน ทั้งนี้เพราะผู้เติมน้ำมันรายย่อยมักไม่ขอใบกำกับภาษีอยู่แล้ว
“ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมักขอซื้อใบกำกับภาษีดังกล่าวเพื่อนำไปขอคืนภาษีจากรัฐ เพื่อทำให้เสียภาษีน้อยลง”
6. การหลีกเลี่ยงโดยผ่านระบบบัญชี วิธี นี้นักบัญชีของบริษัทจะรู้กันกับเจ้าของกิจการ หุ้นส่วนบริษัท หรือบอร์ดบริษัท ที่ต้องการจะมีการประหยัดเงินและนำผลกำไรให้กับเจ้าของกิจการตัวจริงและหุ้น ส่วนมากที่สุด ก่อนที่จะนำบัญชีบริษัทส่งให้ผู้ตรวจสอบบัญชีรับรองอีกขั้นตอนหนึ่ง
“วิธีการนี้เป็นการสร้างบัญชีเท็จ ด้วยการกำหนดรายจ่ายต่างๆ เข้ามาเบิกในบัญชีบริษัทหรือค่าที่ปรึกษา ค่าโบนัสให้กับกรรมการหรือพนักงาน แต่ข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพียงแต่เป็นการวางแผนทางภาษีเพื่อให้บริษัทเสียภาษีน้อย แต่เจ้าของกิจการได้กำไรมากๆ”
7. การตั้งบริษัทเพื่อเจตนาออกใบกำกับภาษีซื้อปลอม วิธีการนี้จะมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาหลายๆ แห่ง และมีการออกใบกำกับภาษีซื้อขายแก่กันเป็นทอดๆ โดยข้อเท็จจริงแล้วบริษัทไม่ได้มีการทำกิจการจริง แต่ใช้วิธีการโอนกลับไปกลับมาเท่านั้น
“เขาเจตนาโกงภาษี ทำทีมีการส่งออกสินค้า และมีการปลอมใบสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ แล้วนำมาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม”
8. การซื้อบิลจริง แต่ไม่มีการกระทำจริง วิธีการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยอาศัยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ มาเป็นเงื่อนไขในการจ่ายภาษี
ตัวอย่างเช่น บริษัทผลิตสินค้ารายหนึ่ง ต้องการประหยัดภาษีรายได้ เนื่องจากบริษัทมีกำไรมาก จึงใช้วิธีการติดต่อขอซื้อใบเสร็จ โดยอ้างว่าเป็นค่าการตลาด (ประชาสัมพันธ์) ในสื่อต่างๆ ในวงเงิน 20 ล้านบาท ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วบริษัทนี้ไม่ได้มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์นี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว และบริษัทที่ทำโฆษณาก็ยอมออกใบเสร็จให้
“นี่เป็นวิธีการโกงภาษี ที่มีผู้ร่วมกระทำหลายคน คือบริษัทผลิตสินค้า และบริษัทผลิตสื่อโฆษณา เพราะวงเงิน 20 ล้านบาทที่บริษัทต้องการนำไปหักภาษีนั้น ข้อเท็จจริงเขาจ่ายให้บริษัทผลิตสื่อแค่ส่วนของการหักภาษีรายได้ 2% (ภาษีจ้างทำของ) และมีการตกลงส่วนต่างกันอีกประมาณ 10% เท่านั้น”
ผลที่ตามมาก็คือบริษัทผลิตสินค้ารายนั้น ได้นำใบเสร็จ 20 ล้านบาทไปหักในรายได้บริษัท มีผลทำให้เขาประหยัดภาษีได้มาก ขณะเดียวกันเขาก็เสียเงินให้กับบริษัทผลิตสื่อแค่ประมาณ 2 ล้านที่ถือเป็นเงินใต้โต๊ะเท่านั้น
9. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เลี่ยงภาษีแบบเห็นๆ สำหรับ วิธีการของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจพัฒนาที่ดินที่นิยมเลี่ยงภาษีกัน มากส่วนใหญ่จะเป็นรายเล็ก รายกลาง และอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด จะกระทำโดยการแบ่งขายและประกาศขายที่ดินเปล่าเท่านั้น
“หากสรรพากรไปตรวจบริษัทเหล่านี้จะอ้างว่า เขาขายเฉพาะที่ดินเปล่า และผู้ซื้อไปว่าจ้างปลูกบ้านกันเอง ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทเขา”
ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้ว เป็นการขายที่ดินพร้อมบ้าน แต่แบ่งแยกเป็น 2 สัญญา คือสัญญาซื้อขายที่ดิน กับสัญญาว่าจ้างปลูกบ้าน เพื่อเลี่ยงภาษีรายได้ในส่วนของการปลูกบ้านที่ไม่ต้องจ่ายให้กับรัฐ
10. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประเภทคอนโดมิเนียม ของ นักพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ ที่ดำเนินการในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวหลายจังหวัด จะมีการประกาศขายห้องชุดเพียงบางส่วน และมีการเก็บห้องชุดอีกส่วนหนึ่งไว้เพื่อใช้ประกอบกิจการโรมแรม
“บริษัทพวกนี้จะไม่ยอมแสดงรายได้ที่เกิดจากการให้บริการกิจการโรมแรม เพราะรายได้จำนวนนี้ความจริงแล้วต้องนำมาคำนวณ vat เขาก็หลบเลี่ยง ซึ่งสรรพากรก็ต้องไปติดตามเพื่อให้เขาเสียภาษีและมีรายได้เข้ารัฐ”
แหล่งข่าวอธิบายอีกว่า ปัญหาสำคัญที่สุดของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ก็คือ เมื่อไปตรวจพบการเลี่ยงภาษีและบริษัทเหล่านี้ไม่สามารถหาหลักฐานมาหักล้าง ได้ ผู้เลี่ยงภาษี หรือโกงภาษี ก็จะใช้อิทธิพลทางการเมืองเข้ามาบีบข้าราชการที่ปฏิบัติงานทันทีเช่นกัน
“พวกเราเจอนักการเมืองบีบมาตลอด โดยเฉพาะพวกธุรกิจรับเหมาก่อสร้างทั่วประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นของนักการเมือง ต้องบอกว่าพวกนี้มีประตูเลี่ยงภาษีเยอะที่สุด และชอบใช้อำนาจข่มขู่ข้าราชการเพื่อไม่ให้พวกเราสืบสาวที่มาที่ไปมาก เพราะรู้อยู่แล้วว่าบริษัทตัวเองโกงภาษี”
ถึงเวลาแล้วที่กรมสรรพากรจะ ต้องดำเนินการกับผู้ที่เลี่ยงภาษีทุกราย และจะต้องไม่กระทำเฉพาะกับศิลปินดารา แต่จะต้องดำเนินการเปิดโปง บริษัท นักธุรกิจ นักการเมืองทุกรายที่เลี่ยงภาษีให้สาธารณชนได้รับรู้ เพื่อไม่ให้บริษัท หรือบุคคลอื่นๆ เอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
ที่มา ผู้จัดการ Online
Labels: ข่าวบันเทิง, ข่าวเศรษฐกิจ, ข่าวสังคม, ดารา 0 comments
ทลายแก๊งตุ๋นคอลเซ็นเตอร์ย่านเมืองทอง-รวบ22ผู้ต้องหาจีน-ไต้หวัน
วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555 at 13:08 Posted by Hitme
เมื่อ เวลา 13.00 น.วันที่ 28 มี.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยพ.ต.อ.ชาติชาย เอี่ยมแสง รองผบก.สส.สตม. นายไซมอน โฮ ตัวแทนสถานทูตไต้หวัน พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผบ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ แถลงข่าวผลการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนและชาวไต้หวัน 22 คน พร้อมของกลางอุปกรณ์ใช้หลอกเหยื่อ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ได้ที่บ้านเช่าเลขที่ 29/817 โครงการเมืองทองธานี 2 ซ.2 ถนนแจ้งวัฒนะ ต.คลองเกลือ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
นายธาริต แถลงว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการสนธิกำลังร่วมกันระหว่างดีเอสไอและตำรวจตรวจคนเข้า เมือง โดยใช้เวลาสืบสวนนาน 3 เดือน จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้พร้อมของกลาง ซึ่งขณะนี้ยอมรับว่าขบวนการดังกล่าวมีการพัฒนาวิธีการโน้มน้าวเหยื่อให้ลง เชื่อ โดยจัดให้มีการอบรมเหมือนเป็นอะคาเดมี เพราะมีการฝึกวิธีพูดและลำดับขั้นตอนการหลอกเหยื่อ ล่าสุดพบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการทำงานเป็นเฟรนไซส์ที่เชื่อมโยงเครือข่าย ที่หลอกลวงคนไทยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ไปตั้งศูนย์หลอกลวงที่ประเทศจีนหรือ ไต้หวัน
ด้านพ.ต.อ.ชาติชาย กล่าวว่า สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 22 คน จะถูกดำเนินคดีพ.ร.บ. คนเข้าเมือง และพ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว เนื่องจากการตรวจสอบวีซ่าของผู้ต้องหาทั้งหมดพบว่าใช้วีซ่านักท่องเที่ยว
พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางการไทยสามารถจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ได้จำนวนมาก แต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ไทยที่ตั้งศูนย์หลอกคนไทยอยู่ในไต้หวันกลับไม่ถูกจับกุม ได้มากเท่าที่ควร ดังนั้น ตนจะพยายามประสานขอความร่วมมือให้มีการจับกุมดำเนินคดีให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พบว่าสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์คนไทยที่ไปตั้งศูนย์อยู่ที่จีนและไต้หวัน มักเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ 20 ขึ้นไป ซึ่งเป็นคนจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนการดำเนินคดีเข้าเมืองผิดกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอให้แก๊งคอ ลเซ็นเตอร์หวาดกลัวความผิด
ดังนั้น ดีเอสไออาจพิจารณาแจ้งข้อหาฐานอั้งยี่ ซ่องโจรเพิ่มเติมด้วย พร้อมกันนี้ขอให้ประชาชนช่วยเป็นผู้เป็นตากับเจ้าหน้าที่หากพบว่าบ้านข้าง เคียงมีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนเข้ามาพักอาศัยเป็นกลุ่มใหญ่และเก็บตัวทำงานอยู่ร่วมกันอย่าง เงียบ ๆ สันนิษฐานว่าอาจเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขอให้แจ้งเบาะแสกับดีเอสไอเพื่อดำเนิน การจับกุมดำเนินคดีด้วย
นายสมชัย พิชิตสุรกิจ รองผอ.ฝ่ายด้านบริหารงานทุจริตลูกค้าบุคคล ธ.กสิกรไทย จำกัด มหาชน กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ที่พบว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่รับจ้างเปิดบัญชี ให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่เขตที่มีโรงงานและคนงานอาศัย จำนวนมาก เช่น เขตดินแดง กทม. จ.สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา โดยพฤติกรรมคนเหล่านี้จะนำเงินไปเปิดบัญชีเพียง 500 บาท และถอนออก 300 บาท จากนั้นจะขอขยายวงเงินให้สามารถเบิกได้วันละ 200,000 บาท
Labels: ข่าวเศรษฐกิจ, ข่าวอาชญากรรม 0 comments
อาชีพและงานในฝันคนไทย
วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555 at 09:46 Posted by Hitme
ทุกคนล้วนมีความฝัน และการแสวงหางานในฝันก็เป็นหนึ่งในฝันที่ทุกคนต้องการให้เป็นจริง อเด็คโก้ (Adecco) ประเทศไทย ทำการสำรวจความคิดเห็นของคนทำงานในประเทศไทย เกี่ยวกับลักษณะบริษัทในฝัน ที่สามารถทำให้เกิดงานที่มีประสิทธิภาพสูงและทำงานอย่างมีความสุข จากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,209คน มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
| ใครเป็นใครกับงานในฝัน | |
| 58% เพศหญิง | 42% เพศชาย |
| 53% | จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี |
| 41% | จบการศึกษาในระดับปริญญาโท |
| 33% | อายุเฉลี่ยอยู่ในระหว่าง 25-30 ปี |
| 24% | มีอายุระหว่าง 30-35 ปี |
| 36% | มีประสบการณ์ทำงาน 10 ขึ้นไป |
| 25% | มีประสบการณ์ทำงาน 0-3 ปี |
| 38% | ได้เงินเดือน 10,000–30,000 บาทต่อเดือน |
| 26% | ได้เงินเดือน 30,000-50,000 บาทต่อเดือน |
เบื้องลึกพฤติกรรมคนทำงาน-คนหางาน
อเด็คโก้มองว่าปี 2554 เป็นปีที่ตลาดแรงงานมีความตื่นตัวมากในประเทศไทย เกิดตำแหน่งงานใหม่ พร้อมการจ้างงานในตำแหน่งต่างๆ เพิ่มมากขึ้น สำหรับในปี 2555 ฝ่ายทรัพยากรบุคคลขององค์กรต่างๆ ยังคงมุ่งมั่นในการมองหา “คนที่ใช่” ให้กับองค์กร และในทางตรงกันข้ามทางผู้สมัครก็มองหางานที่ตอบโจทย์ความต้องการในการทำงานเช่นกัน
| ระยะเวลาในการทำงานกับบริษัทหนึ่ง | 38% (<5 ปี) |
| ช่วงเวลาที่ทำงานได้ประสิทธิภาพสูงสุด | 60% (9-11 ปี) |
| ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขในการทำงานมากที่สุด | 48% (บรรยากาศในการทำงาน) |
| ปัจจัยที่ทำให้เกิดงานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด | 37% (ผลตอบแทนสูง ลักษณะงานน่าสนใจ) |
| ลักษณะบรรยากาศในการทำงานที่ต้องการ | 45% (มีอิสระในการทำงาน) |
| เงินเดือนที่ต้องการให้เพิ่มขึ้นเมื่อเปลี่ยนงาน | 43% (มากกว่าหรือเท่ากับ 20%) |
| อายุมากที่สุดที่จะไม่คิดเปลี่ยนงาน | 59% 35-40 ปี |
| สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ตกลงรับทำงาน | 35% ลักษณะงานที่น่าสนใจ |
| ลักษณะของบริษัทที่อยากไปทำงานด้วยมากที่สุด | 70% บริษัทข้ามชาติ |
| ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลือกสมัครงานกับบริษัทหนึ่งๆ | 43% (ชื่อเสียงขององค์กร) |
จากตารางสามารถอธิบายเพิ่มเติมบางส่วนได้ดังนี้
| สูงสุด 5 ปี ก็พอแล้ว | |
| 38% | เห็นว่าระยะเวลาทำงานโดยเฉลี่ยในการทำงานกับบริษัทหนึ่งๆ ไม่เกิน 5 ปี เป็นระยะเวลาสูงที่สุด |
| 34% | มากกว่า 5 ปี |
| 1% | ให้ความเห็นว่าทำงานโดยเฉลี่ยเป็นเวลานาน 1 ปี |
| ทั้งนี้ระยะเวลาในการทำงานกับบริษัทหนึ่งๆ ขึ้นอยู่กับเนื้องานและผลตอบแทนด้วย และโดยเฉลี่ยจะใช้ระยะเวลา 3 ปี ในการทำงานกับบริษัทหนึ่งๆ | |
| พลังไอเดียพลุ่งพล่านสุดๆ ต้องช่วงเช้า | |
| 60% | ช่วงเช้า (9.00-11.00 น.) |
| 18% | ช่วงบ่าย (14.00-16.00 น.) |
| 9% | ช่วงกลางวัน (11.00-14.00 น.), และช่วงเย็น (16.00-18.00 น.) |
| จะเห็นได้ว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์แก่นายจ้างในการนัดประชุมหรือการระดมความคิดจากพนักงาน เพราะช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่คนทำงานส่วนใหญ่สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ดีที่สุด ขณะที่ช่วงเย็นพลังชีวิตลดน้อยเต็มที และคนส่วนใหญ่นึกถึงนัดหมายกับเพื่อนฝูงและการกลับบ้านไปพักผ่อนกับครอบครัว | |
| บรรยากาศที่ดีคือความสุขในการทำงาน | |
| 48% | บรรยากาศในการทำงาน |
| 35% | เพื่อนร่วมงาน |
| น้อยกว่า3% | หัวหน้างาน และวัฒนธรรม/นโยบาย องค์กร |
| อะไรที่ทำให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด | |
| 37% | ลักษณะงาน |
| 33% | เพื่อนร่วมงาน |
| 7% | ผลตอบแทน |
| แสดงให้เห็นว่าปัจจัยเรื่องผลตอบแทน ไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักที่คนมองว่าจะช่วยทำให้สามารถทำงานได้ดี | |
| คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการกรอบ | |
| 45% | ต้องการอิสระในการทำงาน |
| 40% | ต้องการความเป็นกันเอง และความร่วมมือกันในการทำงาน |
| ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เปลี่ยนไปและความคาดหวังของกลุ่มคน Gen Y ในที่ทำงาน ที่ไม่ต้องการพิธีรีตองหรือความเคร่งเครียดในที่ทำงาน | |
| อายุไม่ใช่อุปสรรคในการหางานในฝัน | |
| 59% | เชื่อว่าช่วงอายุ 35-40 ปี เป็นช่วงอายุสูงที่สุดที่ยังสามารถเปลี่ยนงาน |
| 5% | เห็นว่าถึงแม้จะมีอายุมากกว่า 50 ปี ก็ยังสามารถเปลี่ยนงานได้เช่นกัน |
| ดังนั้นช่วงอายุเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจเปลี่ยนงาน แต่หลายคนไม่ได้มองว่าเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด | |
| ใช่ หรือ ไม่ใช่ ดูจากอะไร | |
| 35% | ได้รับผลตอบแทนสูง |
| 34% | ลักษณะงานน่าสนใจ |
| 6% | บริษัทอยู่ใกล้บ้าน |
| ผลวิจัยนี้ยังพบว่ากลุ่มคนอายุมากกว่า40 ปีขึ้นไป จะพิจารณาตอบรับเข้าทำงานจากลักษณะงานที่น่าสนใจเป็นหลัก ในขณะที่กลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า40 ปี จะพิจารณาจากผลตอบแทนเป็นหลัก | |
| บริษัทข้ามชาติมาแรง | |
| 70% | อยากทำงานบริษัทข้ามชาติ |
| 14% | อยากทำงานบริษัทคนไทยขนาดใหญ่ |
| 12% | อยากทำรัฐวิสาหกิจ |
| นอกจากนี้ยังมีลักษณะของบริษัทที่อยากทำงานด้วยอื่นๆ คือ เป็นบริษัทที่มีความมั่นคงและบริษัทที่มีการบริหารที่เป็นมาตรฐานสากล | |
| ส่วนใหญ่สนใจบริษัทดัง | |
| 43% | ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงขององค์กร ในการเลือกสมัครงานมากที่สุด |
| 30% | วัฒนธรรมองค์กร |
| 13% | ขนาดบริษัท |
| โดยมีเหตุผลอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเลือกสมัครงาน คือ ความมั่นคงของบริษัทและผลตอบแทน/สวัสดิการ | |
| | Min | Max | | Min | Max |
| Accounting | 10,000 | 80,000 | Information Technology - Business | 18,000 | 60,000 |
| Admin/ Secretarial | 10,000 | 60,000 | Legal/Compliance | 10,000 | 50,000 |
| Customer Service | 10,000 | 60,000 | Logistics | 18,000 | 30,000 |
| Engnineering | 15,000 | 60,000 | Marketing / PR | 10,000 | 80,000 |
| Engnineering - Business | 15,000 | 60,000 | Medical & Science | 15,000 | 25,000 |
| Finance | 13,000 | 45,000 | Sales | 10,000 | 80,000 |
| Human Resource | 12,000 | 45,000 | Supply Chain | 15,000 | 60,000 |
| Information Technology | 10,000 | 100,000 | Technical / Manufacturing | 12,000 | 40,000 |
ด้านผลสำรวจเงินเดือนพบว่า ในระดับจูเนียร์ (ประสบการณ์ 0-5 ปี) ผลสำรวจพบว่าอาชีพที่มีเงินเดือนสูงสุดคือด้าน IT มีเงินเดือน10,000-100,000 ส่วนอาชีพที่มีเงินเดือนต่ำสุด คือ ด้าน Medical&Science มีเงินเดือน 15,000-20,000 บาท
ขณะที่ในระดับซีเนียร์ (ประสบการณ์ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป) ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงมีเงินเดือน 70,000-600,000 บาท อาชีพที่มีเงินเดือนสูงสุดคือ วิศวกร มีเงินเดือน 15,000-300,000 บาท
ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดแรงงานเติบโตอย่างน้อย 20% พบว่าสายงานขาย วิศวกร ไอที ยังครองแชมป์หาคนมากที่สุด ส่วนตำแหน่งรองมาจะอยู่ในกลุ่มสายงานบัญชี การเงิน บุคคล และการตลาด ส่วนกลุ่มธุรกิจที่มองหาคนมากที่สุด คือ กลุ่มเทรดดิ้ง กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ กลุ่มงานบริการ และกลุ่มพลังงาน เป็นต้น
ที่มา positionmag
Labels: ข่าวเศรษฐกิจ, ข่าวสังคม 0 comments
ญี่ปุ่นชะลอลงทุนไทยชั่วคราว หลังเจอสึนามิ-แผ่นดินไหว
วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554 at 14:59 Posted by Hitme
บิ๊กแบงก์กรุงไทยรับ แผ่นดินไหว-สึนามิ ส่งผลนักลงทุนญี่ปุ่นชะลอลงทุนในไทยชั่วคราว ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายแดงที่ศาลปกครองสั่งเพิกถอนการว่าจ้างกลุ่มยูนิค-ซุน วู จอยท์เวนเจอร์ แบงก์ยันไม่ตัดวงเงินสินเชื่อ พร้อมสนับสนุนสินเชื่อต่อไป...
14 มี.ค. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเกิดเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น การลงทุนขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นที่มีแผนลงทุนในประเทศ อาจมีการชะลอตัวระยะหนึ่ง ขณะที่การลงทุนที่มีแผนงานไว้ เชื่อว่าจะดำเนินการต่อไป แต่ต้องรอการฟื้นฟูประเทศ
สำหรับธุรกิจส่งออกและธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ส่งสินค้าไปยังประเทศญี่ปุ่น ได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มาก เนื่องจากสินค้าส่งออกของไทย ส่วนใหญ่ส่งออกในแถบอาเซียนและจีน ส่วนตลาดญี่ปุ่นในปัจจุบันมีสัดส่วนที่ไม่มาก จึงเชื่อว่ามีผลกระทบต่อภาพรวมของธนาคาร
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คำสั่งซื้อสินค้าจากญี่ปุ่นเริ่มมีการหยุดชะงักชั่วคราว แต่ลูกค้าของธนาคารยังไม่มีการหยุดผลิต เนื่องจากเมื่อมีการฟื้นฟูประเทศ เชื่อว่าจะต้องมีการสั่งซื้อสินค้าจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมของไทย เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะจากการสอบถามลูกค้าของธนาคาร ได้ยืนยันว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางมาปกติ
“ลูกค้าแพ็กกิ้งเครดิตที่ส่งสินค้าออกไปญี่ปุ่น หากรายใดได้รับผลกระทบ เมื่อติดต่อมา ธนาคารก็พร้อมพิจารณาช่วยเหลือ โดยรูปแบบการช่วยเหลือจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป” นายอภิศักดิ์ กล่าว
กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงกรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งจ้างกลุ่มยูนิค-ซุนวู จอยท์เวนเจอร์ ในการก่อสร้างโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ว่า ธนาคารได้เป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ซึ่งขณะนี้ธนาคารยังให้การสนับสนุนเป็นปกติ ไม่ได้มีการระงับหรือตัดวงเงินสินเชื่อ เนื่องจากโครงการยังดำเนินการก่อสร้างเป็นปกติ
“โครงการยังไม่ได้หยุดก่อสร้าง ธนาคารยังสนับสนุนสินเชื่อเป็นปกติ ที่ผ่านมาลูกค้ามีการชำระหนี้เข้ามามากแล้ว เพราะเมื่อโครงการที่ก่อสร้างมีการส่งงวดงานให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก็จะได้เงินมาชำระหนี้กับธนาคาร และตอนนี้ชำระหนี้เข้ามามากแล้ว และวงเงินสินเชื่อที่ปล่อยไปเป็นหลักพันล้านบาท” นายอภิศักดิ์ กล่าว
สำหรับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในช่วง 2 เดือนแรก มียอดการปล่อยสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่เข้ามาจำนวนมาก ทำให้เมื่อเทียบระหว่างเดือนต่อเดือน หรือเทียบระหว่างไตรมาสนี้กับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มีอัตราการเติบโตของสินเชื่อสูงกว่าที่คาดหวัง และเชื่อว่าปีนี้ยอดสินเชื่อโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7-8 %
“ยอดสินเชื่อเอกชนรายใหญ่ที่ปล่อยไปช่วง 2 เดือน มีวงเงิน 40,000-50,000 ล้านบาท แต่ก็มีสินเชื่อราชการ มีการนำเงินมาชำระคืน 20,000-30,000 ล้านบาท และเมื่อหักกลับกันแล้ว ยอดสินเชื่อได้เติบโตเพิ่มขึ้นมาก แต่ว่าจะมีสินเชื่อราชการชำระคืน” นายอภิศักดิ์ กล่าว
ที่มา ไทยรัฐออนไลน์
Labels: ข่าวต่างประเทศ, ข่าวเศรษฐกิจ, ต่างประเทศ, เศรษฐกิจ 0 comments
แผ่นดินไหวยุ่นสะเทือนตลาดหุ้นร่วงทั้งภูมิภาค
วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554 at 18:04 Posted by Hitme
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยประจำวันที่ 11 มี.ค.54 ปิดตลาดที่ระดับ 1,007.06 จุด ลดลง 12.16 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 28,549.06 ล้านบาท
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันศุกร์ที่ 11 มี.ค.2554 ปิดตลาดที่ระดับ 1,007.06 จุด ลดลง 12.16 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 28,549.06 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น 114 หลักทรัพย์ ลดลง 286 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 130 หลักทรัพย์
สำหรับ 5 อันดับซื้อขายสูงสุด ได้แก่ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) , บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) , บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) , ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
ส่วนตลาดหุ้นภูมิภาค ปิดตลาดปรับตัวลดลงทุกตลาด โดยดัชนีสเตรทไทม์ หุ้นสิงคโปร์ ปิดตลาด 3,043.49 จุด ลดลง 31.95 จุดดัชนีฮั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาดที่ระดับ 23,249.78 จุด ลดลง 365.11 จุด ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดที่ระดับ 10,254.43 จุด ลดลง 179.95 จุด และ ดัชนีเวทเต็ด ตลาดหุ้นไต้หวัน ปิดตลาดที่ระดับ 8,567.82 จุด ลดลง 75.08 จุด
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซียพลัสกล่าวถึงผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิที่ ประเทศญี่ปุ่นว่า คงส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยแค่ระยะสั้นเท่านั้น เพราะตกใจของนักลงทุน แต่ตลาดหุ้นญี่ปุ่น สัปดาห์หน้าคงมีผลกระทบระดับ หนึ่ง อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้คงมีความต้องการวัสดุก่อสร้างเพื่อการซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนและ อาหาร โดยเฉพ่าะอาหารสำเร็จรูป ซึ่งอาจจะส่งผลดีต่อธุรกิจส่งออกอาหารของไทย อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยังมีความกังวลหลายอย่าง หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯบางตัวออกมาแย่กว่าที่คาด รวมทั้งยังมีข่าวมูดี้ส์ลด เครดิตประเทศสเปน และความกังวลกับตัวเลขเงินเฟ้อในจีน ที่มาเป็นตัวกดดัน ซึ่งอัตราเงินเฟ้อถือเป็นกับดักสำคัญที่จะเป็นตัวถ่วงตลาดหุ้น ที่จะทำให้ตลาดหุ้นในเอเชียรวมทั้งไทยปรับตัวขึ้นไปได้ยาก และมีโอกาสที่จะปรับ ตัวลงมาต่ำกว่า1,000จุดได้อีก
ด้านนายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า สึนามิที่เกิดขึ้นใน ประเทศญี่ปุ่นนั้นแม้จะมีผลกระทบด้านจิตวิทยาการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ที่มีต่อภูมิภาคเอเชีย และกระทบต่อการท่องเที่ยว รวมทั้งทำให้ราคา สินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น เห็นว่ายังมีโอกาสการลงทุนในหุ้นบางกกลุ่ม โดยเฉพาะหุ้นโรงกลั่นและ ปิโตรเคมี ซึ่งจะได้รับอานิสสงส์จากการที่โรงกลั่นน้ำมันในญี่ปุ่นต้องปิดตัว จนส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาทดแทน นอกจากนี้กลุ่มเกษตร ก็จะได้รับผลดี เพราะ เชื่อว่าจะมีความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นมาก
“ระยะสั้น อาจมีแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นผลกระทบด้านจิตวิทยาการลงทุน แต่อาจมีบางธุรกิจขอไทยที่ได้ประโยชน์ เช่น โรงกลั่น ปิโตรเคมี และกลุ่มเกษตร ซึ่งจะมีความต้องการสินค้าสูงขึ้น”นายสุกิจ กล่าว
Labels: ข่าวเศรษฐกิจ, เศรษฐกิจ 0 comments